รวมทั้งยังไม่ตอบโจทย์พันธสัญญาที่ไทยให้ไว้กับประชาคมโลกเพื่อให้เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน การทำเช่นนั้นได้ต้องไม่ใช่แค่ผลิตพลเมืองที่มีจิตสำนึกและคุณภาพเพื่อไทยเท่านั้น แต่ ต้องผลิตพลเมืองโลกที่มีจิตสำนึกสากลและมีคุณภาพเพื่อมนุษยชาติโดยรวมด้วย
ประเมินในเบื้องต้นเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในระยะ 5 ปีแรกของแผนการศึกษาแห่งชาตินั้น ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย แผนการดำเนินการล้วนสะดุดมาอย่างต่อเนื่องทั้งจากความไม่ชัดเจนของนโยบายการศึกษาของรัฐมนตรีแต่ละท่านที่มีการปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง มีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีศึกษาบ่อยครั้ง และ สดุดลงอย่างหนักสุดจากวิกฤตการณ์โควิด
นโยบายการยุบโรงเรียนขนาดเล็กมารวมเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่เพื่อสามารถจัดการทรัพยากรทางการศึกษาได้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นไม่บรรลุผลอย่างตั้งเป้าหมายเอาไว้ เพราะขาดการดำเนินงานอย่างครบถ้วนและมองปัญหาอย่างรอบคอบทุกมิติ
การยุบโรงเรียนขนาดเล็กต้องมาพร้อมกับการจัดสรรงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางให้ครอบครัวยากจนหรือรายได้น้อยและการเตรียมพร้อมทางด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการนำพื้นที่และอาคารของโรงเรียนที่ถูกยุบนำมาพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชน ศูนย์ศึกษาตามอัธยาศัย การ Reskill/Upskil หรือใช้เพื่อประโยชน์ต่อชุมชนด้านอื่นๆ ครอบครัวจำนวนไม่น้อยไม่สามารถมีเงินเพียงพอในการจ่ายค่าเดินทางให้กับบุตรหลานที่ต้องมาเรียนไกลจากชุมชนมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหามากขึ้นจากการยุบโรงเรียนขนาดเล็กมารวมเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่
การโอนย้ายโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในส่วนการศึกษาขั้นพื้นฐาน มายัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็มิได้เป็นตามเป้าหมายมากนักและล่าช้ามาก เพราะแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังห่วงผลประโยชน์และอำนาจของตัวเองมากกว่าห่วงถึงคุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ต้องผลิตคนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนและท้องถิ่นมากขึ้น
เมื่อไม่มีการโอนโรงเรียนมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากนัก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางส่วนจึงจัดตั้งโรงเรียนเอง ก่อให้เกิดการซ้ำซ้อนและการใช้ทรัพยากรโดยรวมของชาติไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แนวโน้มที่เกิดขึ้นระดับพื้นที่หลายแห่ง คือ นักเรียนทยอยย้ายมาเรียนโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นตามลำดับ และขณะนี้เององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนหนึ่งก็ยังขาดแคลนงบประมาณอันเป็นผลจากการเลื่อนการกระจายอำนาจทางการคลังและการไม่บังคบใช้จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามอัตราปรกติ
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งในเวลานี้ก็คือ โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดและอาหารกลางวันที่ไม่มีคุณภาพอันเป็นผลจากการทุจริตในโรงเรียน รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมและเปลี่ยนเป็นการใช้อุดหนุนผ่านสถาบันครอบครัว ทำให้คณะกรรมการบริหารสถานศึกษาประกอบไปด้วยผู้แทนหลากหลายที่มีคุณภาพ การกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาจึงเป็นเพียง "แผนงาน" ที่อยู่ในเอกสารแผนการศึกษาชาติ หาใช่ "การปฏิบัติที่เป็นจริง"
ส่วนการบริหารโรงเรียนในรูปแบบคณะกรรมการสถานศึกษานั้นมีความคืบหน้าแต่เราต้องการคณะกรรมการที่ทำงานเต็มเวลาหรือมีเวลาทุ่มเทให้สถานศึกษาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่งานอาสา จึงควรจัดค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้ปกครองหรือนักวิชาการที่เสียสละมาทำหน้าที่คณะกรรมการสถานศึกษาด้วย ตัวชี้วัดต่างๆที่อยู่ในแผนระยะ 5 ปีแรก (พ.ศ. 2560-2565) ของแผนการศึกษาชาติ (พ.ศ. 2560-2579) จึงบรรลุตามเป้าหมายไม่ถึง 40-50%
ไม่ว่าจะเป็นมิติการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ (Access) มิติความเท่าเทียมทางการศึกษา (Equity) มิติคุณภาพการศึกษา (Quality) มิติประสิทธิภาพ (Efficiency) มิติการตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง (Relevancy)
ในส่วนการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ 10 ข้อ (หากพิจารณาจากแผนเดิม 15 ปี) และ ยุทธศาสตร์ 6 ข้อ (ตามแผนที่มีแก้ไขเพิ่มเติมเป็น 20 ปี) นั้นพบว่า มีเพียงยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัย มีแผนการดำเนินการที่มีความคืบหน้าระดับหนึ่ง
ส่วนยุทธศาสตร์อื่นๆ เช่น ยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสความเสมอภาคทางการศึกษาก็ดี ยุทธศาสตร์การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษาก็ดี ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็ดี ยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลงคนการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็ดี ล้วนไม่มีความคืบหน้าและยังห่างไกลการบรรลุเป้าหมายตามกรอบเวลา
ความอ่อนแอลงของระบบการศึกษาไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญในการถ่วงรั้งให้ประเทศไทยรั้งท้ายที่สุดในเอเชียตะวันออก (ยกเว้น พม่า เขมรและเกาหลีเหนือ) หลังยุคโควิดภายใต้เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจบนฐานความรู้และการวิจัยนวัตกรรม
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการศึกษา ยังคาดการณ์อีกว่า สถานศึกษาระดับการศึกษาพื้นฐานและสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอาจปิดกิจการเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่งจากปัญหาโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีประชากรเด็กลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาจะถึงจุดวิกฤติแล้วในขณะนี้
สถานศึกษาเอกชนหลายแห่งถูกกลุ่มทุนต่างชาติโดยเฉพาะจีนเข้าครอบงำกิจการหรือถือหุ้น ซึ่งในแง่นโยบายไม่ควรปิดกั้น ควรเปิดกว้างแต่ต้องกำกับเนื่องจากการศึกษาเป็นสินค้าบริการที่เกี่ยวข้องกับการเมือง วัฒนธรรมความเชื่อ และสังคมอย่างมาก จึงต้องกำกับให้เหมาะสมจึงเกิดผลดีต่อสังคมในระยะยาว
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการศึกษา กล่าวอีกว่า เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติทางการศึกษาดังกล่าว จึงมีข้อเสนอดังต่อไปนี้
ข้อเสนอที่หนึ่ง หยุดยั้งการทุจริตคอร์รัปชันในระบบการศึกษาด้วยการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการงบประมาณใหม่ เป็น Demand-Side Financing มากขึ้นและทำการอุดหนุนสวัสดิการการศึกษาต่างๆผ่าน สถาบันครอบครัว ผ่านนักเรียน เป็นหลัก โดยเฉพาะระบบการจัดซื้อจัดหาอาหารของโรงเรียนจะต้องได้อาหารที่มีคุณภาพ อาหารคุณภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กนักเรียนทุกๆคน
ข้อเสนอที่สอง ขยายพื้นที่การให้บริการของการประปาส่วนภูมิภาคเพื่อให้เด็กๆมีน้ำสะอาดในการอุปโภคบริโภค (ดื่มและใช้) และจัดงบประมาณค่าเดินทางให้กับนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการยุบโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชุมชนให้สามารถเดินทางมาเรียนได้โดยไม่มีอุปสรรคจากฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว
ข้อเสนอที่สาม จัดสรรเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงสถาบันระดับอุดมศึกษาที่มีปัญหาสภาพคล่องและเตรียมปิดกิจการให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ และ ต้องมีการเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวให้นักเรียนเอกชน รวมทั้งมาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิประโยชน์ในการลงทุนเพื่อให้มีการควบรวมสถานศึกษาให้มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือ ลดหย่อนภาษีสำหรับการขายกิจการสถานศึกษาเพื่อให้มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาฟื้นฟูกิจการ
ข้อเสนอที่สี่ จัดตั้งกองทุนขนาด 2,000 ล้านบาทใหม่เพิ่มเติมหรือใช้กลไกกองทุนทางการศึกษาที่มีอยู่แล้วเพื่อช่วยเหลือบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้ชะลอการเลิกจ้าง หรือกรณีถูกเลิกจ้างจากการเลิกกิจการโรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนของรัฐขนาดเล็กที่ถูกยุบรวมให้มีเงินทุนในการประกอบอาชีพอย่างอื่นหากไม่ประสงค์ทำงานในระบบการศึกษาอีกต่อไป และ ให้ใช้ประโยชน์จากกองทุนนี้ในการให้ "ทุนการศึกษา" ให้กับบรรดาครูอาจารย์ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในการศึกษาในขั้นสูงขึ้น ช่วยสนับสนุนทางการเงินต่อโรงเรียนเอกชนที่ยังมีหน้าที่ทางสังคมและหน้าที่ต่อสาธารณชนโดยที่กลไกของรัฐไม่สามารถดำเนินการได้ เช่น โรงเรียนสำหรับคนจนในเมืองใหญ่หรือชุมชนแออัด
ข้อเสนอที่ห้า ควรสนับสนุนระบบการศึกษาตามอัธยาศัยและการศึกษา การฝึกอบรมทุกช่วงวัยผ่านระบบสื่อสารมวลชนผ่านระบบ On-Air และ ระบบ Online และ Streaming โดยเฉพาะผ่านสื่อสาธารณะอย่าง ไทยพีบีเอส (Thai PBS) และ เอแอลทีวี (ALTV) หรือ ผ่าน องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) นั่นเอง
ข้อเสนอที่หก ควรถ่ายโอนอำนาจการจัดการศึกษาระดับประถมวัยให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อม มีความจำเป็นต้องทบทวนแผนการศึกษาชาติใหม่ โดยนำเอายุทธศาสตร์จากแผนการศึกษาชาติฉบับ 15 ปีที่ถูกตัดทิ้งไปให้นำกลับมาพิจารณาใหม่ ไม่ว่า จะเป็น ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการระบบข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการศึกษา ยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา ในยุทธศาสตร์มีการเสนอแผนดำเนินการให้ โรงเรียนของรัฐ มีสภาพเป็น "นิติบุคคล" ได้ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม ยุทธศาสตร์การปรับระบบและกลไกในการบริหารงานบุคคล มีเสนอให้มี ระบบครูสัญญาจ้าง ที่สามารถจ่ายค่าตอบแทนสูงเพื่อดึงดูดบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานมากขึ้น
ข้อเสนอที่เจ็ด ใช้งบประมาณที่มีอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ใน การจัดการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อชดเชยการปิดโรงเรียนหรือการเรียนออนไลน์อย่างไม่มีคุณภาพ หลังจากการแพร่ระบาดโควิดมีทิศทางดีขึ้นอย่างชัดเจน
ข้อเสนอที่แปด ทางกระทรวงศึกษาธิการน่าจะต้องจัดตารางการเรียนการสอนใหม่เพื่อให้เด็กสามารถตามบทเรียนที่พร่องไปจากการเรียนออนไลน์เป็นเวลานานในวิชาที่ต้องใช้ "ทักษะ" และการปฏิบัติจริงในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียน โดยจำเป็นต้องเพิ่มชั่วโมงเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ ภาษา คณิตศาสตร์ และการทักษะทางด้านอาชีพ รวมทั้ง วิชาหน้าที่พลเมืองและสังคมศาสตร์
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" กล่าวอีกว่า องค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น องค์กร Unicef สหประชาชาติ ธนาคารโลก (World Bank) ได้ให้ความเห็นตรงว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในไทยนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา บทบาทของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และ กยศ ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับนักเรียนนักศึกษาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่ยากจนมีประสิทธิภาพและครอบคลุมกว้างยิ่งขึ้น มีความจำเป็นในการต้องปฏิรูประบบการเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษาอย่างมียุทธศาสตร์และบูรณาการผ่านระบบการให้ทุนการศึกษา และ ต้องเพิ่มงบทุนการศึกษาให้เพียงพอโดยเฉพาะทุนการศึกษาในการเรียนสาขาวิชาชีพต่างๆ
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" อดีตประธานอนุกรรมการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติฯ กล่าวอีกว่า แผนการศึกษาแห่งชาติในฉบับที่ตนเป็นประธานกรรมการยกร่าง (แผนการศึกษาชาติ 15 ปีซึ่งต่อมาปรับเป็น 20 ปี) นั้นได้ให้ความสำคัญกับประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทำให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษามากขึ้นและถือเป็นเป้าหมายสำคัญของแผนการศึกษาชาติ
ในส่วนของแผนการศึกษาชาติที่เป็นแผนปฏิบัติการ ได้เสนอ สวัสดิการการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ยากจนหรือการขยายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กในครอบครัวที่ยากจนโดยให้ "แต้มต่อ" ให้กับเด็กยากจนด้วยมาตรการ CCT (Conditional Cash Transfer) เงินโอนที่มีเงื่อนไขให้เด็กได้เรียน ซึ่งต่อมาได้พัฒนาไปเป็น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
อย่างไรก็ตาม โอกาสเรียนระดับอุดมศึกษาของเด็กยากจนมีไม่มากเปรียบเทียบกับเด็กในครัวเรือนรวยหรือฐานะปานกลาง ผลการศึกษาวิจัยยังพบว่า การลงทุนในเด็ก Investment in Children ครัวเรือนรวยลงทุนในเด็กสูงกว่าครัวเรือนยากจน หลายเท่าตัว 5-10 เท่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ ระบบการผลิต สังคมและชีวิตของผู้คน
นอกจากนี้ Disruptive Technology ยังส่งผลต่อระบบการศึกษาที่จำเป็นต้องมีการปรับตัวพลิกโฉมครั้งใหญ่และสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องปรับตัวให้เท่าทันต่อพลวัตดังกล่าว กองทุนต่างๆในระบบการศึกษาไทยต้องปรับตัวตามพลวัตเหล่านี้ด้วย งบประมาณควรถูกกระจายไปที่สถานศึกษาโดยตรงมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนระบบการจัดสรรเงินจากด้านอุปทาน มาเป็น ด้านอุปสงค์มากขึ้น โดยจะจัดสัดส่วนที่เหมาะสม จัดตั้งกองทุนเงินให้เปล่า
ผลักดันให้มีการจัดตั้งหน่วยงานกลางด้านการบริหารและจัดการระบบข้อมูลและสารสนเทศ ปรับโครงสร้างการบริหารราชการตามแนวทางการกระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา เปลี่ยนสถานศึกษาที่มีความพร้อมให้เป็นนิติบุคคล แยกบทบาทของรัฐในฐานะผู้กำกับและบทบาทในฐานะผู้จัดการการศึกษาให้ชัดเจน ปรับระบบให้มีการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวที่สะท้อนคุณภาพมาตรฐาน
ส่งเสริมสนับสนุนให้เอกชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในลักษณะ Chartered School มากขึ้น จัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรและการเงินเพื่อการศึกษา ปรับหลักสูตร กระบวนการการเรียนการสอนให้มีความยืดหยุ่น หลากหลาย เพิ่มการเรียนรู้ จัดตั้งสถาบันพัฒนากรรมการสถานศึกษา การยกระดับคุณวุฒิกำลังแรงงาน เป็นต้น
"การสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นกลไกหลักของการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของทุนมนุษย์ และรองรับการศึกษา การเรียนรู้ และความท้าทายที่เป็นพลวัตของโลกศตวรรษที่ ๒๑"
ต้องการได้พลเมืองของประเทศและของโลกที่เป็น คนเก่ง คนดี และมีความสุข ซึ่งมีเป้าหมายของการพัฒนาการศึกษา ๕ ประการ ได้แก่
๑) การเข้าถึง (Access)
๒) ความเท่าเทียม (Equity)
๓) คุณภาพ (Quality)
๔) ประสิทธิภาพ (Efficiency)
และ ๕) ตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง (Relevancy)
ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (Inclusive Growth) ที่พลเมืองส่วนใหญ่มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ภายใต้บริบทของการจัดการศึกษาเพื่อความเท่าเทียมและทั่วถึง (Inclusive Education) รวมทั้งการสร้างสังคมแห่งปัญญา (Wisdom – Based Society) การส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ (Lifelong Learning) และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ (Supportive Learning Environment) เพื่อให้พลเมืองสามารถเรียนรู้และแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
รวมทั้งสามารถยกฐานะและชนชั้นทางสังคม อันนำไปสู่การสร้างความผาสุขร่วมกันในสังคมของชนในชาติ และลดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ของชนชั้นต่าง ๆ ในสังคมให้มีความทัดเทียมกันมากขึ้น
"รศ. ดร. อนุสรณ์" กล่าวอีกว่า การศึกษาเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สำคัญปัจจัยหนึ่งที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน การพัฒนาการศึกษาสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 มิติใหญ่ๆ ได้แก่
1. มิติด้านปริมาณ ซึ่งหมายรวมถึง การพัฒนาความสามารถในการเข้าถึงการศึกษา (Mankiw, Romer and Weil, 1992) และการเพิ่มจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยให้กับนักเรียน/นักศึกษา เพื่อที่จะได้รับความรู้ที่มากเพียงพอในการสนับสนุนการทำงานในอนาคต (Barro and Lee, 1993)
2. มิติด้านคุณภาพ ซึ่งหมายถึง คุณภาพการเรียน การสอน ที่ทำให้เด็กมีทักษะที่เข้มข้น และสอดคล้องกับการที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ในอนาคต (Hanushek and WoBmann, 2007)
3. มิติด้านความเหลื่อมล้ำ ซึ่งหมายถึง ความแตกต่าง ในผลลัพธ์ของการศึกษา ซึ่งเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆที่มากกว่าแค่คุณภาพของการเรียนการสอน แต่ครอบคลุมไปถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ปัจจัยเฉพาะของนักเรียนแต่ละคน ปัจจัยทางด้านครอบครัว ไปจนถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา
แนวทางการแก้ไขปัญหาการศึกษาที่ดี ควรที่จะต้องมีการพัฒนาในทั้ง 3 มิติไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากการแก้ไขปัญหาในมิติเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว โดยไม่เน้นคุณภาพอาจจะได้แรงงานที่จบมาแล้วมีทักษะที่ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน การทุ่มทรัพยากรเพื่อแก้ไขปัญหาทางด้านความเหลื่อมล้ำเพียงอย่างเดียว อาจจะเป็นการตัดโอกาสในการพัฒนากลุ่มเด็กที่มีศักยภาพที่สูง เช่นเดียวกัน
การพัฒนาในมิติเชิงคุณภาพโดยไม่ได้พิจารณาในมิติความเหลื่อมล้ำ เช่น การพัฒนาคุณภาพของแต่ละโรงเรียนอย่างเป็นเอกเทศ อาจจะทำให้เกิดความแตกต่างของผลการเรียนของแต่ละโรงเรียน ซึ่งทำให้คุณภาพของผลลัพธ์ทางการศึกษามีความแตกต่าง กันมาก และนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมในที่สุด
เมื่อย้อนกลับมาดูสถิติและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของไทย จะพบว่า ประเทศไทยยังคงมีปัญหาทั้ง 3 มิติ โดยข้อมูลสถิติจากธนาคารโลก บ่งชี้ถึงช่องว่างในการเข้าถึงการศึกษาในระดับชั้นปฐมศึกษา โดยมีเพียงร้อยละ 93 ของ เด็กในวัยเรียนที่เข้าถึงการศึกษาในระดับชั้นดังกล่าว งานวิจัยของ Prasartpornsirichoke and Takahashi (2013) บ่งชี้ถึงความสำคัญของการขยายการเข้าถึงการศึกษาให้ครอบคลุม ถึงระดับชั้นมัธยม ข้อมูลจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรของประเทศจากฐานข้อมูลของ Barro and Lee (2013) พบว่าประชากรวัยทำงานของไทยมีจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยอยู่ที่ 7.3 ปี ซึ่งยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (ซึ่งมีจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยอยู่ที่ 11.05 ปี) ถึง 3.75 ปี
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" อดีตกรรมการสภาการศึกษา กล่างอีกว่า ในด้านคุณภาพของการศึกษาไทย ข้อมูลผลการประเมินความรู้ของนักเรียนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ภายใต้โครงการ TMISS (The Trends in International Mathematics and Science Study) ในหลายปีที่ผ่านมา พบว่าความสามารถของเด็กนักเรียนไทยในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และมัธยมศึกษาต้น จำนวนมากถูกจัดในระดับแย่ (Poor) และ ในปีนี้และปีหน้าคงจะแย่ลงกว่าระดับที่เป็นอยู่อีกจากการเรียนออนไลน์ที่ไม่มีคุณภาพ
สำหรับปัญหาทางด้านความเหลื่อมล้ำในการศึกษาของไทยนั้นรุนแรงกว่าที่เราคิดมาก และเรายังไม่มีองค์ความรู้ในการเข้าใจมันเพราะยังไม่พบว่ามีงานวิจัยที่มุ่งเน้นในการทำความเข้าใจถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยตรง งานวิจัยที่พบโดยมากจะมุ่งเน้นที่ความเหลื่อมล้ำในแง่ของการเข้าถึงการศึกษา ซึ่งได้ถูกสะท้อนเป็นประเด็นทางด้านเชิงปริมาณเป็นหลักเท่านั้น
ปัญหาวิกฤติทางการศึกษาบางส่วนสามารถแก้ไขได้ด้วยการกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณทางการศึกษาไปยังพื้นที่ต่างๆมากขึ้น และ ลดสายบังคับบัญชาในกระทรวงศึกษาธิการลงมาให้เป็นองค์กรแนบราบมากขึ้นเพื่อความคล่องตัวและลดขั้นตอนอันล่าช้าของระบบราชการ รวมทั้งนโยบายหรือมาตรการต่างๆต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อตัวนักเรียนนักศึกษาเป็นสำคัญและต้องเป็นกระบวนการที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด