“อำเภอจัตุรัสตั้งเป้าหมายการทำงานควบคู่กันในทุกมิติ ทั้งการปราบปราม การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูสภาพทางสังคม โดยมีการดำเนิน ‘ยุทธการพิทักษ์เมืองพญาแล’ เป็นประจำทุกเดือน ควบคู่กับระบบสายข่าวจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชรบ. และ อสม. รวมถึงกลไกการรับแจ้งเบาะแสอย่างเป็นระบบ เพื่อนำข้อมูลไปสืบสวนและดำเนินการเชิงลึก ส่วนด้านการบำบัดรักษา ได้ดำเนินโครงการ ชุมชนล้อมรักษ์ ผ่านกลไก พชอ. อย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาพทางสังคม โดยจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมครบทุกแห่งในพื้นที่ แม้จะมีข้อจำกัดด้านบุคลากร ทำให้ต้องดำเนินการเป็นรายตำบล แต่เลือกพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดสูงเป็นลำดับแรก เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและคุ้มค่าต่อประชาชน” นายเดช กล่าว
นายอำเภอจตุรัส ยังกล่าวอีกว่า หลังเสร็จสิ้นกระบวนการบำบัดในแต่ละตำบลจะมีการส่งต่อการติดตามต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี โดยทีมสาธารณสุข และ อสม. ในพื้นที่ พร้อมสนับสนุนการฝึกอาชีพและสร้างรายได้ผ่านงบประมาณของท้องถิ่น เพื่อให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติและยั่งยืน
ขณะที่ นางสาวสุกัญญา สุวรรณมณีรัตน์ นักบริหารแผนงานชำนาญการ สสส. กล่าวว่า เหตุผลที่ สสส. เลือกอำเภอจัตุรัสเป็นพื้นที่ต้นแบบ เนื่องจากมีต้นทุนการทำงานครบองค์ประกอบ ทั้งการดำเนินงาน CBTx กลไก พชอ. และการบูรณาการภาคีเครือข่ายอย่างเข้มแข็ง ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นโมเดลขยายผลไปยังพื้นที่อื่นได้ ซึ่ง สสส. ให้ความสำคัญกับประเด็นยาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งหนุนเสริมพื้นที่ให้มีองค์ความรู้ เครื่องมือ และเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อถอดบทเรียนและยกระดับการทำงาน โดยเฉพาะการทำให้ชุมชนเข้าใจว่า “ผู้เสพคือผู้ป่วย” ที่สามารถกลับคืนสู่สังคมได้ หากมีระบบรองรับที่ดี ทั้งด้านอาชีพ การยอมรับ และการลดการตีตราทางสังคม
“เนื่องจากสถิติจากการบำบัดที่พบว่า ผู้บำบัดส่วนใหญ่มีโอกาสกลับไปเสพซ้ำ แต่ ณ ปัจจุบันเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการบำบัด ส่งคืนสู่ชุมชนจะมีภาคีเครือข่าย ที่ร่วมกับกลไกภาครัฐ พชอ. รองรับคนที่ผ่านบำบัดฟื้นฟูให้สามารถกลับไปอยู่ในชุมชนได้ โดยการส่งเสริมเรื่องอาชีพให้เกิดความยั่งยืน เกิดการยอมรับ ไม่เกิดการตีตรา ไม่ถูกสังคมกีดกัน ต้องสร้างความเข้าใจกับคนในชุมชนว่าผู้เสพคือผู้ป่วย และสามารถที่จะหายกลับมาเป็นคนดีของสังคมได้ เพื่อให้ชุมชนน่าอยู่และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เพราะว่าคนเหล่านี้ หากเราไม่รองรับ ไม่ดูแล เขาก็อาจกลับไปเสพซ้ำปัญหาสังคมก็วนกลับมาเหมือนเดิม สสส.จึงคาดหวังว่า กลไกนี้จะเป็นโมเดลสำคัญเพื่อที่จะช่วยทำให้เรื่องยาเสพติดลดลง” นางสาวสุกัญญา กล่าว
ด้าน นางสาวอภิญญา ชำนาญการกิตติ์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านท่าศาลา หมู่ 6 ตำบลละหาน อำเภอจัตุรัส กล่าวว่า การทำงานในระดับหมู่บ้านเริ่มจากการประชาคม สร้างการมีส่วนร่วม และการเฝ้าระวังโดยชุมชนเอง ผ่านคณะกรรมการหมู่บ้าน อสม. และครอบครัวผู้เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดได้อย่างสมัครใจและต่อเนื่อง ซึ่งบ้านท่าศาลา มีผู้เข้าร่วมบำบัด 10 คน และสามารถเลิกยาเสพติดได้ทั้งหมด โดยชุมชนมีบทบาทสำคัญในการติดตาม ให้กำลังใจ และสนับสนุนด้านอาชีพ เช่น การต่อยอดร้านก๋วยเตี๋ยว การทำเกษตร และอาชีพในชุมชน ซึ่งช่วยให้ผู้ผ่านการบำบัดมีรายได้และไม่กลับไปเสพซ้ำ
“ความสุขของการทำงานคือการได้เห็นคนในชุมชนเลิกยาเสพติด มีอาชีพ มีครอบครัวที่อบอุ่น และชุมชนมีความปลอดภัยมากขึ้น พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการป้องกันในกลุ่มเด็กและเยาวชน ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์และการปลูกฝังค่านิยมไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดตั้งแต่เยาว์วัย” ผู้ใหญ่บ้านบ้านท่าศาลา กล่าว
การลงนาม MOU ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับพื้นที่ จากการทำงานเชิงเดี่ยว สู่การบูรณาการทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างชุมชนที่ปลอดภัย น่าอยู่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน