รศ.ดร.อภินันท์ เปิดเผยอีกว่า สารไซยาไนด์ เป็นสารต้องห้ามและเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ใช่ว่าใครจะทำได้ ต้องเป็นระดับรัฐบาล คนมีอำนาจในการอนุมัติในเรื่องนี้ถึงจะสามารถทำได้ สำหรับไซยาไนด์เป็นสารประจุลบในเหงือกปลามีการดูดซึมมีประจุบวกอยู่เยอะ การดูดซึมเข้าในกระแสเลือดของปลาก็จะเข้าไปกัดฮีโมโกลบิน และเม็ดเลือดของปลา เมื่อเม็ดเลือดมันจับตัวกับไซยาไนด์ ปลาก็จะไม่สามารถหายใจได้เลือดไม่หมุนเวียนก็ทำให้ปลาตาย ปลาอื่นๆก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย
ถ้าเราจะเลือกใช้วิธีการนี้ สิ่งสำคัญพื้นที่ตรงนั้น ต้องเฉพาะพื้นที่ ที่มีปลาหมอคางดำจำนวนมาก เป็นพื้นที่วิกฤตที่ไม่สามารถจัดการได้ ดังนั้นต้องมีการสำรวจปลา หรือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ว่าในพื้นที่นั้นๆ ว่ามีโครงสร้างประชากรสัดส่วนมากน้อยเพียงใด หากมีน้อยมากๆ หรือแทบไม่มี ก็ต้องมีการพูดคุยในการดำเนินการด้วย ไซยาไนด์
หากยังมีสัตว์ชนิดอื่นๆอยู่ในบริเวณนั้นได้อาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ เพราะว่าประชากรสามารถปรับตัวได้ ถ้าธรรมชาติสู้กับธรรมชาติก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการนี้ นอกจากใช้ไซนาไนด์แล้วก็มีเรื่องของการช็อตไฟฟ้าในกรณีที่วิกฤตทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพของปลาไทยพื้นเมืองแทบจะไม่มีก็สามารถนำเอามาใช้ได้แต่ต้องขึ้นอยู่กับการควบคุมและการอนุญาตจากรัฐบาล
“งานวิจัยจะเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับปลาหมอคางดำ หาวิธีหยุดการกระบวนการออกไข่ของปลาหมอคางดำ ต้องศึกษาเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมอย่างถ่องแท้ เรื่องของการบริหารจัดการของชุมชนการให้ความรู้ของบุคคลในท้องถิ่นจะต้องมีความเข้าใจ เมื่อมีปลาหมอคางดำอยู่แล้วจะต้องทำยังไงต่อไป อย่างไรก็ตามพื้นที่ภาคเหนือ ยังไม่พบรายงานว่าเจอปลาหมอคางดำ การแพร่กระจายกว่าจะขึ้นมาในพื้นที่ภาคเหนือน่าจะใช้เวลาหลายปี แต่ก็ห้ามประมาทเพราะมีความเป็นไปได้ แต่สิ่งที่น่าห่วงก็คือการติดมากับลูกปลาชนิดอื่นๆเพราะตอนที่ยังเป็นลูกปลาสามารถคัดแยกได้ยากมากก็อาจจะมีโอกาสหลุดลงไปในแหล่งน้ำได้ ก็ต้องมีความระมัดระวังในการขนส่งปลาข้ามจังหวัดหรือภูมิภาค" “รศ.ดร.อภินันท์ เผยต่อ