ส่วนน้องถอดกางเกงได้หรือไม่นั้น ใช้การเบิกความนักพฤติกรรมศาสตร์ ก็ได้ข้อมูลมาว่า แม้ไม่เคยเห็นน้องถอดเสื้อผ้า แต่ลับหลังอาจจะทำได้ โดยเฉพาะกางเกงขาสั้น ก็จะยิ่งถอดง่าย
และที่ศพมีรอยขีดข่วน ลักษณะเป็นบาดแผลกระทบกับของมีคม ไม่ได้ถูกกระทำ ซึ่งในป่าภูเหล็กไฟช่วงเดือนพฤษภาคม มีต้นพริกที่มีความแหลมคม ระหว่างน้องผจญ เอาชีวิตรอด อาจไปกระทบจนเกิดแผลตามร่างกาย หากลุงพลอุ้มน้องขึ้นไประยะหนึ่ง โดยวิสัยน้องต้อง ร้องไห้หรือไม่ไปต่อ ถ้าเป็นแบบนั้น ลุงพลต้องทำร้ายร่างกายให้ขัดขืน และนอกจากนี้ ก็ไม่พบหนามต้นพริกที่ขีดข่วนร่างกายลุงพลด้วย
สำหรับประเด็นเส้นผมที่พบในที่เกิดเหตุ นายสุรชัย กล่าวว่า เส้นผมที่ขาด อาจจะเกิดจากถูกสัตว์ป่ากัดแทะ เช่น หนู แมลงสาบ ซึ่งฝ่ายกล่าวหา ยืนยันว่าขาด เพราะมีของมีคมด้านเดียว ฟันสับไป ตนเองก็พยายามให้เห็นว่า การตัดด้วยของคมด้วยเดียว แตกต่างจากการใช้กรรไกรตัดหรือไม่
นอกจากนี้ก็มีการใช้แสงซินโครตรอน ดูเส้นผมที่พบในรถลุงพลและที่พบข้างศพว่าเป็นชุดเดียวกัน และคนๆ เดียวตัด
นายสุรชัย กล่าวว่า เส้นผมเป็นชีววิทยา ต่างจากโลหะทั่วไป ไม่รู้ว่าเก็บไว้นานแค่ไหนก่อนเอาไปให้แสงซินโครตรอนส่อง ผลจะเสถียรแค่ไหน และมีดพกสั้นที่เอาไปตรวจว่าเป็นอาวุธในการตัด ก็ไม่พบดีเอ็นเอลุงพล ยิ่งบอกว่าตัดผมไปทำพิธีสะกดวิญญาณ ยิ่งไม่เป็นวิทยาศาสตร์ และหลังเกิดเหตุ ลุงพลก็ไม่ได้ทำพิธีสะกดวิญญาณใคร
และเส้นผมที่พบในรถ ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นผมของน้องชมพู่ เพราะไม่มีรากผม ตรวจดีเอ็นเอไม่ได้ ตรวจได้แค่ ไมโทคอนเดรีย ว่า มาจากสายเลือดฝั่งแม่เดียวกัน โดยเส้นผมพบในรถเดือนมิถุนายน 2563 นั้น เป็นรถที่ลุงพลใช้ประจำ ไม่เคยล้าง เป็นไปได้ว่าน้องชมพู่ขึ้นรถคันนี้หลายครั้ง เพราะลุงพลป้าแต๋นพาไปเที่ยว
สำหรับประเด็นที่ฝ่าเท้าน้องไม่บวม ไม่พอง ถ้าเดินขึ้นเขานั้น ทนายสงกา อันทรินทร์ กล่าวว่า ชมพู่สวมรองเท้าสีฟ้าขาว ปลายเท้าด้านหน้ายื่นเลยรองเท้า พบรองเท้าน้องบนภู จึงเชื่อว่าน้องสวมรองเท้าขึ้นไปเอง เพราะปลายเท้ามีรอยช้ำมากกว่าส่วนอื่นๆ ของเท้า ส่วนการตกของเลือด ที่อยู่บริเวณแผ่นหลังของน้องชมพู่ นั้น เป็นไปตามธรรมชาติ เชื่อได้ว่าน้องเสียชีวิตในท่านั้น ไม่ได้เป็นการเสียชีวิตจากที่อื่นแล้วนำมาอำพราง
ด้าน ลุงพล กล่าวว่า เราอยากจะทักทายแม่น้องชมพู่ และพูดคุยกันเหมือนเดิม แต่ด้วยสถานการณ์มันทำให้เราต้องห่างกันสักพัก ซึ่งเราก็จะขอใช้เวลา ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองก่อน หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องของอนาคต ว่าจะเป็นยังไง ก็ค่อยว่ากันอีกครั้ง
ขณะที่ ป้าแต๋น กล่าวว่า ได้เจอพ่อแม่ของน้องชมพู่ทุกทุกครั้งที่มาศาล เราก็ทำตัวปกติ เพราะทุกอย่าง ต่อสู้กันมาคนละแนว เราพยายามคืนความบริสุทธิ์ให้ตัวเราและครอบครัว ส่วนเขาหาความยุติธรรมให้ลูก แต่ทั้ง 2 ครอบครัว ความสัมพันธ์แตกหักแล้ว ส่วนอนาคตเป็นยังไง เป็นเรื่องของอนาคต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในห้องแถลงข่าว ได้มีแฟนคลับของลุงพล มาร่วมฟังคำแถลงข่าว พร้อมกับนำช่อดอกไม้ มาช่วยกันตกแต่งบริเวณโพเดียมที่ใช้สำหรับแถลงข่าว และนำช่อดอกไม้ มามอบให้กับทีมทนายและลุงพลป้าแต๋น เพื่อให้กำลังใจด้วย นอกจากนี้ยังมีแฟนคลับนำพวกมาลัยเงินมามอบให้กับลุงพล ป้าแต๋น โดยรวมมูลค่าทั้งหมดกว่า 50,000 บาท