สำหรับประเด็นของเรื่องสุนัขว่า มีโอกาสนำพาน้องชมพู่ขึ้นไปบนเขา นางสาวิตรี บอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่สุนัขจะพาน้องชมพู่วิ่งออกนอกบ้าน และน้องจะวิ่งตาม เนื่องจากนิสัยของน้องชมพู่ถ้าจะออกไปนอกพื้นที่ จะหันมามองแม่ตลอด อีกทั้ง ส่วนตัวเลี้ยงสุนัขแบบปล่อย ไม่ได้เลี้ยงให้เป็นเพื่อนลูก และน้องชมพู่เป็นเด็กเล็ก ไม่ได้ปล่อยให้เล่นกับสุนัข
นางสาวิตรี กล่าวอีกว่า ไม่พบดีเอ็นเอบนเสื้อผ้าน้อง แม่ก็มองว่า เหตุที่เกิดขึ้นกับน้องชมพู่เป็นการฆาตกรรมอำพราง และต่อให้ไม่มีดีเอ็นเอ ก็ยังมีหลักฐานอื่นๆ ยืนยัน เห็นทุกอย่างในคดี ซึ่งต่อให้ศาลมีการเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปก็ไม่ได้กังวล
ด้าน นายอนามัย พ่อน้องชมพู่ กล่าวว่า หลังจากที่รอคอยวันนี้มานาน แต่จำเป็นต้องเลื่อน ก็มีความเสียใจเล็กน้อย แต่จำเป็นต้องรอต่อไป ยอมรับ ยังคิดถึงน้องชมพู่ตลอดเวลา หากวิญญานรับรู้ ต้องการบอกว่า น้องชมพู่ควรจะมีความสุข
ด้าน ทนายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษา เนื่องจากการตรวจร่างยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นกระบวนการตามปกติ ซึ่งจะเลื่อนไปช่วงวันที่ 20 ธันวาคม 2566 เวลา 10.00 น. ส่วนตัวคิดว่าไม่มีผลกระทบกับคดีเนื่องจากมีการสืบพยานไปแล้ว
ส่วนประเด็นที่ ทนายฝ่ายลุงพล ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องไม่พบดีเอ็นเอ นั้น ทนายพิสิษฐ์ บอกว่า ถึงไม่พบ ก็ไม่ใช่ว่าจะเอาผิดไม่ได้ เพราะมีพยานหลักฐานอื่นๆ ประกอบกัน อาทิ พยานแวดล้อมและพยานบุคคล ส่วนตัวไม่สามารถตอบได้ว่า พยานหลักฐานทั้งหมดจะเพียงพอในการที่ศาลตัดสินลงโทษลุงพลหรือไม่ เนื่องจากจะก้าวล่วงอำนาจศาล แต่บอกได้เพียงว่า พยานที่สืบมาทั้งหมด ทั้งพยานหลักฐาน พยานวัตถุ ตัวเองเชื่อมั่น
ยืนยันการสืบพยาน ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองฝั่งวิเคราะห์ว่าน้องชมพู่ สามารถเดินขึ้นภูเหล็กไฟไปเองได้หรือไม่ และเชิญนักโภชนาการมาดูว่า เด็กกินข้าวแค่นี้ มีพลังงานเพียงพอจะสามารถเดินขึ้นไปยังจุดพบศพเองได้หรือไม่ พร้อมมองว่าการเลื่อนอ่านคำพิพากษาไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับคดี เป็นเพียงกระบวนการตามปกติ ซึ่งตัวเองก็ตอบไม่ได้ว่าจะมีการเลื่อนอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล แต่เชื่อว่าครั้งหน้าน่าจะเสร็จสิ้น