"ตั้งแต่เกิดภาวะความไม่สงบในอิสราเอล กระทรวงแรงงานได้ตั้งคณะทำงาน ตั้งศูนย์ช่วยเหลือแรงงานไทยเหตุการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลขึ้น ในสวนกลาง มีการประชุมทุกวัน แล้วก็จะมีในส่วนของจังหวัดให้ตั้งที่สำนักงานแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด อยู่ในส่วนของการช่วยเหลือ บางจังหวัดทำเต็มภาคจังหวัดด้วย การที่ยื่น อย่างแรกเลยจะเป็นเงินกองทุน เขาจะได้จากภาวะสงคราม จะได้ 15,000 บาท ยื่นได้ที่สำนักงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่กระทรวง ถ้ายังไม่กลับภูมิลำเนา ก็จะมีศูนย์ช่วยเหลือแรงงานอยู่บริเวณชั้นล่าง อันนี้ก็จะรับเรื่องอยู่ ในปัจจุบันแรงงานไทยที่กลับมาแล้วตอนนี้เราวินิจฉัยไปแล้วได้ประมาณ 600 กว่าราย แรงงานไทยจากภาวะสงคราม นั้นก็คือเงินกองทุน ส่วนที่มีแรงงานส่วนหนึ่งที่เดินทางกลับมาเองไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ ตรงนี้ก็ต้องขออนุญาตให้แรงงานทุกท่านเก็บหลักฐานไว้ก่อนรอความชัดเจน จากกระทรวงการต่างประเทศเรื่องของสิทธิในการเบิกจ่าย แต่ว่าถ้าจะยื่นในเบื้องต้นก็ยื่นที่สำนักงานแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด" ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน เผยต่อ
ขณะที่ นายชัยวัฒน์ ภูเงิน อายุ 40 ปี ชาว จ.หนองคาย หนึ่งในคนไทยที่เดินทางกลับมา ทันที่ที่พบครอบครับดีใจมาก ได้เข้าไปกอดลูกชายและภรรยาด้วยความดีใจ จนทำให้ ลูกชายและภรรยาน้ำตาไหลด้วยความดีใจ ที่ไม่ได้พบกันมาเป็นเวลา 10 แล้ว ได้แต่วีดีโอคอล คุยกัน อยู่เป็นประจำ เล่าว่า ตนเองเดินทางไปทำงาน อิสราเอล 10 ปีแล้ว ได้กลับมาบ้านเพียงครั้งเดียว ในปีแรกที่ ที่ไปทำงานหลังจากนั้นไม่ได้กลับมาอีกเลย โดยไปทำงานเกษตร ที่สวนองุ่นจนเกิดสงครามแต่ตนอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุ และตอนนี้เหตุการณ์เริ่มลุกลามตนเองกลัวไม่ปลอดภัย จึงเดินทางกลับมาบ้านก่อนหลังสงครามสงบค่อยว่ากันอีกครั้ง
ส่วน น.ส.อัญชิสา ศรีเนตร อายุ 41 ปี ชาวอุบลราชธานี เล่าว่า วันนี้ดีใจมากที่ได้กลับมาบ้านอย่างปลอดภัย ได้พบครอบครัว จนน้ำตาไหลออกมาหลังที่พบหน้ากัน หลังที่เดินทางไปทำงานได้เพียง 1 ปี 3 เดือน หลังจากที่รอการเดินทางไปทำงานถึง 4 ปี จึงมีโอกาสได้ไปทำงาน การเกษตร ปลูกองุ่น โดยตนทำงานที่อิสราเอลในกลางตอนล่าง โดยไม่ใกล้กับที่เกิดเหตุ ได้ยินเสียงระเบิดเพียงวันแรก หลังจากนั้นก็เหตุการณ์ปกติ แต่หวั่นเหตุการณ์ลุกลามจึงเดินทางกลับมาก่อนหลังเหตุการณ์สงบก็จะเดินทางกลับไปทำงานใหม่อีกครั้ง