นางเตย เล่าต่อไปว่า หลังจากจัดพิธีแต่งงานเสร็จ ตนและหนุ่มชาวจีนก็พาตนไปยื่นวีซ่าและรอวีซ่าประมาณ 1 เดือน ซึ่งช่วงนั้นก็ถือว่าเป็นการทดลองอยู่ด้วยกัน ตนรู้สึกว่าการแต่งงานอยู่ด้วยกันแบบไม่มีความรัก คงจะไปไม่รอด จึงแจ้งแม่สื่อไป แต่แม่สื่อก็บอกให้ตนทนไปก่อน ไปอยู่ที่ประเทศจีน 6 เดือน พอไม่ตั้งครรภ์ แล้วค่อยคิดหาทางกลับ
“พอไปอยู่ได้ 2 เดือนก็ติดต่อแม่สื่อไม่ได้อีกเลย เหมือนเป็นการลอยแพ ต้องทนอยู่กับครอบครัวสามีถึง 6 เดือน ก็ยังไม่มีลูก จึงได้บอกกับแม่สามีว่าทำหมันแล้ว”
นางเตย กล่าวอีกว่า ครอบครัวสามีไม่เชื่อ หลังจากนั้นสามีและแม่สามีก็ได้ทุบตีทำร้ายตนพร้อมบอกว่า เสียเงินให้แม่สื่อตั้ง 1 ล้านบาท เพื่อหาผู้หญิงไทยมาแต่งงาน เพื่อให้มีลูกไว้สืบสกุล แต่ตนไม่มีลูกให้จึงทำร้ายตน หนักเข้าก็กักขังตนไว้ในบ้าน 3 ปี ดีที่มีพ่อสามีช่วยพูดปลอบใจให้อดทน แต่ตนทนไม่ได้ จึงได้หลบหนีไปขอความช่วยเหลือจากกงสุลไทยในเมืองเซียงไฮ้ ให้ส่งตนกลับประเทศไทย
การกลับไทยตนต้องเสียค่าปรับวีซ่าหมดอายุ 1 หมื่นบาท และค่าเครื่องบิน 1.8 หมื่นบาทเอง ตนก็ยอมเพราะอยากกลับบ้าน ซึ่งเพื่อนอีก 2 คน ที่แต่งงานไปพร้อมกับตน โชคดีได้ครอบครัวสามีที่ดี แต่ก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เพราะมีโรคประจำตัวไทรอยด์ จึงเดินทางกลับไทย และไปหางานทำเลี้ยงครอบครัว
น.ส.เตย เล่าต่ออีกว่า เมื่อกลับมาถึงบ้านตนก็มาคิดว่า แม่สื่อที่จัดหาคู่ได้เงินจากหนุ่มจีนไป 1 ล้านบาท แต่เสียค่าสินสอดให้พวกตน 1 แสนบาท ไม่สนใจช่วยเหลือหากไปตกระกำลำบาก หรือโดนทำร้าย แม่สื่อมีหน้าที่จัดการหาคู่ให้ แลกกับค่าจ้างอย่างงาม เหมือนเป็นการค้ามนุษย์
ส่วนสาเหตุที่หนุ่มจีนให้แม่สื่อหาผู้หญิงไทยแต่งงานด้วย เพราะถ้าแต่งกับหญิงชาวจีนด้วยกัน เจ้าบ่าวต้องมีบ้าน มีรถ และมีค่าสินสอดจำนวนมาก รวมแล้วคงจะหมดไม่ต่ำกว่า 4-5 ล้าน แต่งกับผู้หญิงไทยแค่ 1 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อมีบุตรก็จะได้มีผู้สืบสกุล และจะได้ไปลดหย่อนภาษี
“ฝากเตือนผู้หญิงไทย หากแม่สื่อพ่อสื่อ มาหาคู่ให้หนุ่มชาวจีน ให้ระวัง คิดให้มาก คิดให้ดี ถ้าหากพบหนุ่มชาวจีนและครอบครัวที่ดี ก็ถือว่าโชคดีไป มีเงื่อนไขต้องตั้งครรภ์มีลูกให้ครอบครัวชาวจีน ถ้าไม่มีก็ต้องถูกทุบตี กักขัง 3 ปีเหมือนตน ที่ไม่ได้ออกจากบ้าน จนคิดฆ่าตัวตาย 2 ครั้ง และป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ไม่ว่าผู้ชายประเทศไหนมีทั้งดีและไม่ดี ถ้าโชคไม่ดีก็จะประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับตน”
ทั้งนี้สิ่งที่ น.ส.เตย ออกมาเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าว แค่ต้องการอยากให้ประสบการชีวิตเป็นอุทาหรณ์ให้แก่สาวไทยรายอื่น และอยากเปิดเผยว่ามีเรื่องราวเช่นนี้ ที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและกำกับดูแลว่า ขบวนการแม่สื่อเข้าข่ายการค้ามนุษย์หรือไม่ แต่ไม่ได้ประสงค์ดำเนินคดีกับใคร ทั้งสามีชาวจีน และแก๊งแม่สื่อ