นายธนวัฒน์ หลานชายหลวงพ่อสมหวัง เปิดเผยว่า เอกสารคำสั่งให้ฉบับล่าสุดมีความขัดแย้งกับผลตรวจสอบข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่กล่าวหากับเจ้าคณะอำเภอเมืองนครราชสีมา ที่วัดสะแกฯ เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งระบุการสอบสวนไม่พบผิด หรือเป็นไปตามที่กล่าวหาแต่อย่างใด
หลวงพ่อสมหวังได้ขอให้ผู้ร้องเรียนขอขมาโทษ และยินดีถอนแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษ ซึ่งหลวงพ่อสมหวังได้ประกาศต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากปัญหาสุขภาพ จะไม่ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านกล้วย ไปสังกัดวัดอื่นและขอนำเอาสิ่งของอันเป็นสมบัติส่วนตัวไปใช้สอยด้วย คณะกรรมการพิจารณาสิ่งของที่เป็นสมบัติที่มีผู้ถวายเป็นการจำเพาะหรือได้ซื้อมาด้วยปัจจัยส่วนตัวสมควรให้นำไปได้
เจ้าคณะอำเภอเมืองในฐานะประธานคณะกรรมการได้สั่งให้เจ้าคณะตำบลจอหอรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านกล้วย เมื่อย้าย หรือลาออกจากตำแหน่งแล้ว จะดำเนินการสรรหาพระภิกษุสงฆ์ที่มีความเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสต่อไป
ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม ได้มีเอกสารการบันทึกถ้อยคำจาก สนง.เจ้าคณะอำเภอส่งให้ทางวัดบ้านกล้วยต้องนำเผยแพร่กับชาวบ้านแต่มีการบิดเบือนเนื้อหา เนื่องจากมีข้อความบางช่วงบางตอนที่สำคัญถูกตัดออกไป คือคำที่หลวงพ่อสมหวังได้ลั่นวาจาออกไปว่า “ขอลาออกจากตำแหน่งต่อเมื่อได้รับความเป็นธรรมและสิ้นสุดในส่วนของคดีความ”
ข้อความนี้ไม่ได้ถูกเผยแพร่ให้ชาวบ้านรับทราบ จึงทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและเป็นสาเหตุให้มีความขัดแย้งและร้องเรียนขึ้นมาอีก สร้างความไม่พอใจกับผู้เสียผลประโยชน์ มีการกล่าวหาเจ้าคณะอำเภอให้ช่วยเหลือ เพราะเป็นวงการผ้าเหลืองเหมือนกัน ซึ่งข้อกล่าวหานี้ไม่ถูกต้องเพราะทุกขั้นตอนเป็นไปตามพยานหลักฐานข้อเท็จจริงและมีความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายแล้ว
"ต้องยอมรับ เมื่อหลวงพ่อสมหวัง ไม่มีผิด ก็ต้องต่อสู้ตอบโต้ตามขั้นตอนระเบียบกฎหมาย เรามีหลักฐานพร้อมชี้แจงและพิสูจน์ได้ทุกข้อกล่าวหา"
ส่วนการกล่าวหาพบแผ่นซีดีโป๊ อ้างเป็นของหลวงพ่อสมหวัง ซึ่งก่อนหน้านี้ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงได้เปิดกุฏิเจ้าอาวาสสำรวจทรัพย์สินรวมทั้งส่งมอบทรัพย์สินที่เป็นของวัดคืนให้ทั้งหมด เช่น กุญแจวัด เงินวัด เอกสารบัญชีธนาคาร ยานพาหนะ ทรัพย์สินของวัด ท่ามกลางสักขีพยานของทุกฝ่ายร่วมสังเกตการณ์ตลอด แต่ไม่ปรากฏแผ่นซีดีโป๊แต่อย่างใด เป็นข้อสงสัยเหตุใดจึงพบเจอแผ่นซีดีภายหลังอาจเป็นการสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาหรือไม่ น่าเชื่อมีขบวนการจัดฉากโจมตีให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและยุยงปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่
ขณะนี้ได้รวบรวมพยานหลักฐานเตรียมแจ้งความฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด ขอให้สังคมพิจารณาฝ่ายใดมีความพยายามทำให้เสื่อมเสียมากกว่ากัน ที่ผ่านมาหรือกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์มีอำนาจเหนือกว่าพระสามารถสั่งทำอะไรก็ได้โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา ข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่เป็นความจริงและทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน คู่กรณีใช้กฎหมู่เหนือกฎหมายบ้านเมือง
"ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ความจริง หลังเกิดเรื่องท่านไม่ประสงค์ตอบโต้ใดๆ รอผลการสอบสวนให้แล้วเสร็จ จึงขอความเป็นธรรมให้พระสงฆ์ชราภาพและอาพาธหลายโรค ซึ่งปฏิบัติอยู่หลักธรรมของศาสนาเป็นเวลา 52 พรรษาด้วย" หลานชายหลวงพ่อหวัง กล่าวในตอนท้าย