เนชั่นทีวี

ข่าว

น้ำท่วมอิสตันบูล VS กรุงเทพฯ: ภัยธรรมชาติ หรือความล้มเหลวของการบริหาร?

17 ต.ค. 2569 | titayu_pur

น้ำท่วมอิสตันบูล VS กรุงเทพฯ: ภัยธรรมชาติ หรือความล้มเหลวของการบริหาร?

บทวิเคราะห์เจาะลึก โดย “กฤษฎา บุญเรือง” น้ำท่วมอิสตันบูล VS กรุงเทพฯ ส่องความต่างภูมิศาสตร์และระบบระบายน้ำ สะท้อนวิกฤตโลกร้อนสู่ความล้มเหลวบริหารจัดการของภาครัฐ

บทวิเคราะห์เจาะลึก โดย “กฤษฎา บุญเรือง” น้ำท่วมอิสตันบูล VS กรุงเทพฯ ส่องความต่างภูมิศาสตร์และระบบระบายน้ำ สะท้อนวิกฤตโลกร้อนสู่ความล้มเหลวบริหารจัดการของภาครัฐ

KEY

POINTS

  • ต่างที่ภูมิศาสตร์และการระบายน้ำ: อิสตันบูลเป็นเนินเขาน้ำทะลักแรงแต่ระบายลงทะเลไวใน 48 ชม. ส่วนกรุงเทพฯ เป็นแอ่งกระทะราบลุ่มเจอน้ำหนุน ทำให้น้ำขังยาวนาน
  • เสียงสะท้อนต่อการทำงานภาครัฐ: อิสตันบูลถูกตั้งคำถามเรื่องผังเมืองและการทำลายพื้นที่รับน้ำ ขณะที่คนกรุงเทพฯ สะท้อนความล่าช้า ระบบเตือนภัย และความไม่เท่าเทียมของพื้นที่รับน้ำ
  • ทางรอดภัยพิบัติยุคภาวะโลกร้อน: การรับมือภัยธรรมชาติยุคใหม่ต้องพึ่งทั้งระบบวิศวกรรมที่เข้มแข็ง การสื่อสารที่จริงใจ ระบบเตือนภัยที่แม่นยำ และการเยียวยาที่เป็นธรรม

17 ตุลาคม 2569 กฤษฎา บุญเรือง นักวิเคราะห์ ถอดบทเรียนเปรียบเทียบเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี และกรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2569 โดยบทความชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างฝนตกหนักฉับพลันบนภูมิประเทศเนินเขาที่ระบายไว กับปรากฏการณ์ เรนบอมบ์ บนพื้นที่แอ่งกระทะราบลุ่มที่ทำให้น้ำขังยาวนาน พร้อมสะท้อนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนต่อ การบริหารจัดการ ของภาครัฐ ระบบเตือนภัย และความเหลื่อมล้ำของการรับมือ น้ำท่วมกรุงเทพ ท่ามกลางวิกฤต ภาวะโลกร้อน

 

จาก เหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ซึ่งเกิดความเสียหายอย่างมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเมืองใหญ่คล้ายกับเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา กรณีนี้ กฤษฎา บุญเรือง  นักวิชาการอิสระ จากสหรัฐอเมริกา นำเสนอบทความเรื่อง ‘น้ำท่วมอิสตันบูล VS กรุงเทพฯ: ภัยธรรมชาติ หรือความล้มเหลวของการบริหาร?’  

 

โดย อ.กฤษฎา ระบุว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี และกรุงเทพมหานคร ต่างต้องเผชิญกับภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่จากสภาวะอากาศสุดขั้ว แม้ภาพความเสียหายเบื้องต้นจะดูเป็นภัยธรรมชาติที่คล้ายคลึงกัน แต่หากพิจารณาอย่างเจาะลึก จะพบว่าลักษณะของมรสุม สภาพทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนระดับความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของภาครัฐในทั้งสองเมืองนั้น มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

อ.กฤษฎา บุญเรือง

 

1. ลักษณะของฝนและการท่วม: น้ำมาไวไปไว VS น้ำขังยาวนาน

 

อิสตันบูล (14–15 ตุลาคม)

 

ภัยพิบัติในอิสตันบูลเกิดจากมวลฝนตกหนักฉับพลัน (Flash Flood) จากระบบพายุรุนแรงที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ภูมิภาคในระยะเวลาอันสั้น ในบางเขตพื้นที่รวบรวมปริมาณน้ำฝนได้สูงถึง 240 มิลลิเมตร (เกือบ 9.5 นิ้ว) ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง มวลน้ำปริมาณมหาศาลม้วนทะลักลงมาจากเนินเขาและพื้นที่สูง ซัดเข้าท่วมอุโมงค์ทางลอด ถนนสายหลัก และระดับใต้ดินของอาคารอย่างรวดเร็ว แม้ระดับน้ำจะขึ้นสูงจนพัดรถยนต์และทำลายทรัพย์สินเสียหาย แต่น้ำสามารถระบายออกสู่ทะเลได้อย่างรวดเร็วทันทีที่ฝนหยุดต

 

กรุงเทพมหานคร (ช่วงปลายเดือนกันยายน)

 

กรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ฝนตกหนักระดับ "เรนบอมบ์" (Rain Bomb) ซึ่งเป็นพายุฝนสะสมต่อเนื่องนานหลายวัน ในช่วงวิกฤตบางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมสูงเกิน 300 มิลลิเมตร (กว่า 12 นิ้ว) ภายใน 48 ชั่วโมง เมื่อปริมาณฝนอันมหาศาลนี้ตกลงมาปะทะกับสภาพพื้นที่ที่เป็นแอ่งกระทะ และประจวบเหมาะกับช่วงน้ำทะเลหนุนสูงในอ่าวไทย ทำให้น้ำไม่สามารถระบายออกตามธรรมชาติได้ทัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังยาวนานหลายวันจนถึงเป็นสัปดาห์ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก 

 

ความเสียหายที่เกิดขึ้นที่อิสตันบูล

2. สภาพภูมิประเทศและระบบการระบายน้ำ

 

ภูมิประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดรูปแบบและความรุนแรงของภัยพิบัติ

 

  • อิสตันบูล: เมืองตั้งอยู่บนภูมิประเทศแบบเนินเขาสลับซับซ้อน ล้อมรอบด้วยช่องแคบบอสฟอรัส ความลาดชันของพื้นที่ช่วยให้น้ำไหลลงสู่ทะเลได้อย่างรวดเร็ว แต่อันตรายหลักกลับอยู่ที่ความเร็วและความแรงของกระแสน้ำไหลเชี่ยวที่พร้อมจะพัดพาผู้คนและสิ่งก่อสร้างข้างทาง

 

  • กรุงเทพมหานคร: ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ปากอ่าวไทย สภาพพื้นที่มีความลาดเอียงเกือบเป็นศูนย์ (Flatness) ทำให้น้ำไหลช้ามาก การระบายน้ำในกรุงเทพฯ จึงไม่อาจพึ่งพาสภาพตลิ่งตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพึ่งพาระบบโครงสร้างวิศวกรรมหนัก ทั้งสถานีสูบน้ำ ประตูกั้นน้ำ และอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ หากมีขยะอุดตันหรือระบบไฟฟ้าขัดข้อง การระบายน้ำจะชะงักทันที

 

3. ผลกระทบและความรู้สึกของประชาชนต่อภาครัฐ

 

ทำไมคนอิสตันบูลทนลำบากแค่ 2 วัน แต่คนกรุงเทพฯ ต้องทนจมน้ำเน่าเป็นสัปดาห์?

 

  • อิสตันบูล: เกิดความตื่นตระหนกและภาวะอัมพาตของการจราจรอย่างกะทันหัน มีรายงานผู้เสียชีวิตจากน้ำพัดและไฟฟ้ารั่ว รถยนต์ถูกน้ำพัดเสียหายหลายร้อยคัน และมีการยกเลิกเที่ยวบิน แต่เมื่อน้ำระบายออกได้อย่างรวดเร็ว ประชาชนส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ภายใน 24–48 ชั่วโมง

 

  • กรุงเทพมหานคร: เกิดความเดือดร้อนสะสมระยะยาว บ้านเรือนและร้านค้าจมอยู่ในน้ำขังเน่าเสียหลายวัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับฐานราก การเดินทางไปทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก เสียโอกาสทางธุรกิจ และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างอาคารในระยะยาว

 

มุมมองและเสียงสะท้อนต่อการทำงานของภาครัฐ

 

  • ตุรกี (อิสตันบูล): เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนมุ่งเป้าไปที่การวางผังเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประชาชนตั้งคำถามต่อภาครัฐและเทศบาลนครอิสตันบูลเกี่ยวกับการทำลายพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติเพื่อสร้างสิ่งก่อสร้าง รวมถึงความพร้อมของระบบท่อระบายน้ำในเขตเมืองเก่า แม้จะชื่นชมความรวดเร็วของหน่วยกู้ภัย (AFAD) ในการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยฉุกเฉินก็ตาม

 

  • ไทย (กรุงเทพฯ): ประชาชนให้ความสำคัญกับความเชื่องช้าในการระบายน้ำ ความโปร่งใส และความเท่าเทียมในการจัดการน้ำ ประชาชนในพื้นที่รอบนอกรู้สึกว่าถูกใช้เป็น "พื้นที่รับน้ำ" เพื่อปกป้องเขตเศรษฐกิจไข่แดงชั้นใน เกิดเสียงสะท้อนเรื่องระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่ยังไม่ครอบคลุม และความล่าช้าในการเยียวยาชดเชยความเสียหายหลังน้ำลด

 

ทั้งเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่อิสตันบูลและน้ำท่วมขังยาวนานที่กรุงเทพฯ ต่างเป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่า เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายจากภาวะโลกร้อน การบริหารจัดการ (disaster management) ในยุคใหม่จึงไม่เพียงแต่ต้องสร้างวิศวกรรมระบายน้ำให้ทันสมัยเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่จริงใจ การเตือนภัยที่แม่นยำ และการดูแลประชาชนอย่างเท่าเทียมอีกด้วย

ข่าวล่าสุด