น.ส.เสาวณี เปิดเผยว่า ที่ดินแปลงนี้ ถือเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายของเสี่ยปาน ซึ่งได้ซื้อมาหลังจากถูกรางวัลที่ 1 ในราคา 1.7 ล้านบาท โดยเสี่ยปานได้บอกกับชาวบ้านทั่วไปว่า ที่ดินตรงนี้ จะให้น้องเกาลัด ลูกชาย และเมื่อลูกชายมาหา เสี่ยปานก็พูดกับลูกชายตลอดว่า ที่ดินตรงนี้เป็นของน้องเกาลัด พ่อจะให้น้องเกาลัด
ก่อนเสี่ยปานจะเสียชีวิต ได้ทำพินัยกรรมให้ป้าเก้า พี่สาวเสี่ยปาน เป็นผู้จัดการมรดกโดย ระบุอย่างชัดเจนว่า บ้านพร้อมที่ดิน ให้ขาย และนำเงินที่ได้มอบให้น้องเกาลัด เป็นจำนวน 3 ล้านบาท โดยให้เข้าบัญชีน้องเกาลัด 2 ล้านบาท ส่วนอีก 1 ล้านให้โอนให้น้องเกาลัด เดือนละ 7 พันบาททุกเดือนจนกว่าจะครบจำนวน 1 ล้านบาท
เมื่อประกาศขายบ้านได้แล้ว ปรากฎว่า ป้าเก้า ไม่ปฏิบัติตามพินัยกรรมที่ระบุเอาไว้ ได้หอบเงินหนีทั้งหมด น้องเกาลัด ไม่ได้เงินแม่แต่บาทเดียว ป้าเก้า หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่สามารถติดต่อได้ทุกช่องทาง จนกระทั่งตนได้ไปร้องต่อศาลจังหวัดอุดรธานีมีการออกหมายเรียกและหมายจับ
น.ส.เสาวณี เปิดเผยอีกว่า ที่ดินตรงนี้ เป็นของเสี่ยปาน ซึ่งทนายความได้บอกว่า เมื่อ ป้าเก้า ไม่ปฏิบัติตามพินัยกรรมที่ระบุเอาไว้ ก็เป็นอันยกเลิกผู้จัดการมรดก ไม่สามารถที่จะทำธุรกรรมใดๆ ได้ และน้องเกาลัดเป็นลูกชายโดยสายเลือด มีสิทธิ์ในที่ดินผืนนี้ เพียงผู้เดียว ตนจึงมาติดป้ายประกาศ เพื่อลูกชายของเสี่ยปาน จะได้สิทธิ์ครอบครองที่ดินผืนนี้ เป็นผืนสุดท้ายที่ยังคงมี
ตนพยายามติดต่อ ป้าเก้าตลอด แต่ไม่สามารถติดต่อได้ โทรศัพท์ถูกยกเลิก สำหรับรถยนต์ที่คิดว่าจะนำไปเข้าไฟแนนซ์ เพื่อเอาเงินออกมาต่อสู้เรื่องคดีความนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้เอารถไปจำนำ จะขอใช้เงินที่เหลืออยู่ตอนนี้เป็นค่าใช้จ่ายในการสู้คดีก่อน ให้สุดทางหมดหนทางจริงๆ ตนจะนำรถไปจำนำไว้ ฝากถึงป้าเก้าอีกครั้งว่าหากดูอยู่ก็ขอให้กลับมาคุยกันให้รู้เรื่อง คิดถึงหลานชาย คือ ลูกชายเสี่ยปานด้วย