ขณะที่ น.ส.อัมรา ผู้เสียหายอีกราย เปิดเผยว่า ตนได้รับการชักชวนจากนายตี๋ให้มาร่วมลงทุนทำบ่อกุ้ง หมดเงินไปร่วม 1 ล้านบาท ก็ไม่ได้เงินคืน รวมทั้ง ส่วนแบ่งกำไรที่ลงทุนไป แต่ที่น่าเจ็บช้ำใจ คือ นายตี๋ได้มาบอกกับตนว่า ถ้าอยากมีรายได้จากการปล่อยรถให้เช่าให้ตนนำรถ ราคา 1,300,000 บาท ที่ตนใช้ขับอยู่ประจำไปปล่อยเช่าจะได้ค่าเช่าวันละ 1,000 บาท แรกๆก็ได้ตามที่นายตี๋บอก
แต่พอนานไป นายตี๋ได้มานำรถของตนไปปล่อยเช่า แล้วไม่นำกลับมาอีกเลย ตนจับสัญญาณจีพีเอสแล้วพบว่า รถตนเองไปอยู่ในจ.สุรินทร์ ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน จึงเชื่อแน่ว่าถูกนายตี๋หลอกลวงฉ้อโกง ตนค้าขายกว่าจะเก็บเงินซื้อรถมาทำมาหากิน แต่กลับมาถูกนายตี๋หลอกร่วมลงทุน แล้วนำรถไปปล่อยเช่า สูญทั้งเงินสูญทั้งรถ
ส่วน นายสุเมธ เจ้าของบ่อกุ้ง บอกว่า ในส่วนของตนนั้น เคยสอนวิชาอาชีพการทำบ่อกุ้งให้กับนายตี๋จนไว้เนื้อเชื่อใจกัน แต่นายตี๋กับนำวิชาที่ตนเองสอนไปหากินเที่ยวหลอกลวงชาวบ้าน อีกทั้ง ภรรยาของตนเองก็ถูกนายตี๋หลอกเอารถราคากว่า 1,700,000 บาท โดยบอกว่าจะมีรายได้วันละ 1,000 บาทเช่นเดียวกับรายของน.ส.อัมรา แต่สุดท้ายรถภรราตนเองก็ถูกนายตี๋เอาไปไม่ส่งคืน จึงได้รวมตัวกันเดินทางมาร้องขอความช่วยเหลือจากทนายโป้ง
ด้าน ทนายโป้ง กล่าวว่า เท่าที่ดูหลักฐานเอกสารต่างๆในวันนี้ พบว่าคดีที่ผู้เสียหายแจ้งไว้ที่ สภ.บางเลน มีความล่าช้า ขณะที่ สภ.ท่ามะกา สามารถส่งฟ้องศาลได้แล้ว คดีแบบนี้ไม่ว่าจะในเรื่องของการยักยอก-ฉ้อโกง หลักฐานแน่นหนาน่าจะส่งฟ้องอัยการได้แล้ว คดีนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถ หรือร่วมลงทุนบ่อกุ้ง จนกระทั่งชวนทำกิจการรถหัวลาก เพื่อบรรทุกกุ้งไปส่งต่างประเทศ ตนจะรวบรวมหลักฐานต่างๆ เพื่อติดต่อพนักงานสอบสวน รวมทั้ง จะเร่งให้พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนส่งให้อัยการให้เร็วกว่านี้