ย้อนรอย MOUNTAIN B คดีดังปี 65 ความสูญเสียที่ยากจะทำใจ
27 ธ.ค. 2565

ย้อนรอย MOUNTAIN B คดีดังปี 2565 ความสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้"สถานบันเทิง"ที่ยากเกิดรับไหว เยียวยาอย่างไรก็ไม่เพียงพอ แม้จะมีบทเรียนจากในอดีต แต่เหตุการณ์กลับเกิดซ้ำรอย
ข่าว
27 ธ.ค. 2565

ย้อนรอย MOUNTAIN B คดีดังปี 2565 ความสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้"สถานบันเทิง"ที่ยากเกิดรับไหว เยียวยาอย่างไรก็ไม่เพียงพอ แม้จะมีบทเรียนจากในอดีต แต่เหตุการณ์กลับเกิดซ้ำรอย
เพลิงไหม้ผับ MOUNTAIN B (เมาน์เทน บี) นับเป็นข่าวดังที่สุดแห่งปี 2565 อีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ที่สำคัญการบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้ ยังคงติดตัวตลอดชีวิต เป็นความสูญเสียที่ไม่มีอะไรเยียวยา เพื่อเป็นอุทาหรณ์ ในการย่างเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ เนชั่นออนไลน์ จะพาไปย้อนรอย กับเหตุการณ์สลดนี้อีกครั้ง
เหตุดังกล่าว เกิดเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 5 สิงหาคม 2565 เกิดเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิง MOUNTAIN B ในพื้นที่ ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยคืนนั้น มีการแสดงของ DJ ONE & DJ Tiger และวงดนตรี แต๋วแหว๋ว ซึ่งเป็นที่นิยมในพื้นที่ จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าไปใช้บริการ
ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที่ 13 คน และล่าสุดเดือนตุลาคมเสียชีวิตรวม 26 คน ขณะที่ผู้บาดเจ็บกว่า 50 คน
ออกหมายจับ 3 ผู้ต้องหา
คดีนี้ นำไปสู่การออกหมายจับ ผู้ต้องหา 3 คน คือ นายพงศ์ศิริ ปั้นประสงค์ หรือ เสี่ยบี อายุ 28 ปี เจ้าของ เมาท์เทน บี และ นางอนงค์นาถ ปั้นประสงค์ ภรรยาเสี่ยบี ในข้อหา 1. ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย สาหัส และ 2. เปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาศาลได้พิจารณาประกันตัวทั้งคู่ตีราคาประกันตัว 300,000 บาท พร้อมทั้งติดกำไล EM และกำหนดเงื่อนไข 1.ห้ามยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุร้ายประการอื่น 2.ให้ผู้ต้องหามารายงานตัวเมื่อครบฝากขังครั้งที่ 2 ครั้งที่ 4 และครั้งที่ 7
หลังจากนั้นไม่นานก็มีการออกมายจับ นายสมยศ หรือเสี่ยยศ อายุ 55 ปี พ่อของเสี่ยบี โดยแจ้งข้อหาเดียวกัน เนื่องจากสืบทราบว่าเป็นเจ้าของผับตัวจริง ซึ่งนายสมยศได้ยื่นขอประกันตัวโดยใช้หลักทรัพย์ 1 ล้านบาท
เด้ง 5 เสือสภ.พลูตาหลวงพร้อมนายอำเภอ
วันที่ 5 ส.ค. 65 พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ กิจจาหาญ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี เซ็นหนังสือคำสั่ง ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีที่ 313/2565 ระบุ ตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีที่ 312/2565 ลงวันที่ 5 ส.ค. 2565 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ระบุว่าเพื่อให้การปฏิบัติราชการของตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ จึงมีคำสั่งให้
ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.ภ.จว.ชลบุรี โดยขาดจากตำแหน่งเดิม ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
ด้าน นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง ลงนามในคำสั่งกรมการปกครอง ที่ 1441/2565 เรื่องให้ข้าราชการช่วยราชการ ระบุว่า เพื่อประโยชน์ของทางราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 ให้ ว่าที่พันตรีชาติชาย ศรีโพธิ์อ่อน ตำแหน่งนายอำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี ช่วยราชการที่กรมการปกครอง โดยมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ที่วิทยาลัยการปกครอง เป็นการประจำ ตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. 65 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
เงินช่วยเหลือเบื้องต้น
ด้านนายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชลบุรี (ปภ.) ตั้งศูนย์บัญชาการที่เกิดเหตุ เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบเหตุ เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จึงถือว่าเป็นอุบัติภัย
ตามกฎของกระทรวงจะมีงบฯช่วยเหลือเบื้องต้น ผู้บาดเจ็บรายละ 4,000 บาท บาดเจ็บจนพิการรายละ 13,300 บาท และผู้เสียชีวิตรายละ 29,700 บาท หากผู้เสียชีวิตเป็นผู้นำครอบครัว จะได้คูณ 2 จากตัวเลข 29,700 บาท นอกจากนี้ ยังมีงบฯของอำเภอ และเทศบาลในพื้นที่ในการเยียวยาในครั้งนี้ด้วย
นอกจากนี้ยังมีเงินช่วยเหลือจากศูนย์อำนวยการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ เหตุเพลิงไหม้ร้าน MOUNTAIN B
ผู้เสียหาย 53 ครอบครัวขอเยียวยา 241 ล้านบาท
นายรณรงค์ แก้วเพชร ทนายความและประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม กล่าวว่า ตอนนี้มีผู้เสียหายติดต่อมาทั้งหมด 33 ครอบครัว จากจำนวนผู้เสียหายทั้งหมด 53 ครอบครัวที่ลงทะเบียนไว้กับทางจังหวัดชลบุรี โดยจำนวนเงินซึ่งญาติและครอบครัวของผู้เสียหายต้องการได้รับการเยียวยา 241 ล้านบาท และทางครอบครัวเรียกร้องขอให้กองบังคับการปราบปรามรับทำคดีนี้ เนื่องจากผ่านไป 1 เดือนตำรวจท้องที่และตำรวจในจังหวัดชลบุรี ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ได้ จึงทำให้การเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ เกิดปัญหาอย่างมาก และหวั่นว่าหากเป็นเช่นนี้ จะเกิดการแทรกแซงคดี จนทำให้ครอบครัวผู้สูญเสียไม่ได้รับความเป็นธรรม
เจ้าของ MOUNTAIN B เปิดใจ
หลังจากเกิดเหตุ วันที่ 9 ส.ค.65 นายพงศ์ศิริ ปั้นประสงค์ เสี่ยบี อายุ 27 ปี พร้อมด้วยนางอนงค์นารถ ปั้นประสงค์ อายุ 31 ปี เจ้าของผับ แถลงเปิดใจครั้งแรก ระบุว่า ขอโทษญาติของผู้เสียชีวิตและผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ รวมถึงครอบครัวของผู้บาดเจ็บทุกราย ตอนนี้ยังรู้สึกเสียใจ หลังได้รับการประกันตัว ได้เดินทางไปจ่ายเงินเยียวยาให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย
นางอนงค์นารถ กล่าวว่า เวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า ตนนั่งเช็กสต๊อกของอยู่ห้องพักด้านหน้าผับ ระหว่างนั้นประมาณตี 1 ได้ยินเสียงระเบิด จึงรีบออกจากห้องพัก หันไปมองที่พักเห็นเพลิงลุกไหม้ตรงหลังคา จึงตะโกนเรียกพนักงานให้เรียกลูกค้าออกจากผับ
นาทีนั้นเห็นลูกค้าวิ่งกรูออกมาเป็นจำนวนมาก โดยการ์ดออกมาบอก อย่าเข้าไปใกล้กลัวระเบิด ขณะเดียวกันได้เข้าไปช่วยลูกค้าที่ถูกไฟไหม้ลำตัว โดยนำผ้าห่มไปช่วยซับเลือด จากนั้นโทร. แจ้งรถดับเพลิงและเรียกให้ทุกคนเข้ามาช่วย สภาพที่เห็นลูกค้าตอนนั้นเลือดท่วมตัว บางคนมีแผลพุพอง หลังจากควบคุมเหตุการณ์ได้ มาทราบว่ามีพนักงานของร้านเสียชีวิต 3 คน
ไม่คิดหลบหนี
ส่วนที่ไม่ได้ออกมาเปิดเผยตัวตนตั้งแต่แรก เป็นเพราะถูกตำรวจเรียกตัวไปสอบที่ สภ.พลูตาหลวง ไม่คิดหนี
ผับดังกล่าวตนและสามีนำเงินจากการค้าขาย รวบรวมเงินจากการค้าขายทั้งเขียงหมู ร้านก๋วยเตี๋ยว จนมีเงินทุนก้อนใหญ่มาลงทุน เปิดร้านหมูกระทะและร้านอาหาร หลังจากธุรกิจเริ่มไปได้ดีก็คิดจะขยายธุรกิจ แต่ตอนนั้นร้านอาหารถูกร้องเรียนเรื่องการใช้เสียง จึงคิดจะเปิดร้านอาหารที่เก็บเสียง ลูกค้ามีที่จอดรถ จึงขอเช่าที่ต่อจากเจ้าของโซนหลังร้านอาหาร
ไม่รู้! ล็อกประตูทางหนีไฟ
ส่วนประเด็นที่บอกว่าประตูหนีไฟหลังร้านถูกล็อก ตนในฐานะเจ้าของก็ไม่ทราบ เพราะความเรียบร้อยภายนอก มีการ์ดเป็นคนดูแล แต่การล็อกประตู เพื่อป้องกันคนขโมยของเวลาร้านปิด เรื่องล็อกประตูทางหนีไฟ จนเป็นเหตุทำให้ลูกค้าหนีออกมาไม่ได้ ตนไม่ทราบ ส่วนประตูด้านข้างเข้าออกได้ปกติ พนักงานใช้เข้าออกและใช้ลงของ คืนเกิดเหตุยืนยันประตูด้านข้างไม่ได้ล็อก
"ฐานะเจ้าของร้านไม่มีนโยบายให้ล็อกประตูกุญแจหนีไฟ ทั้งนี้ทางหนีไฟในร้านมีป้ายบอกชัดเจนทุกทาง"
ยันไม่มีที่ปรึกษา
ยืนยันไม่มีใครเป็นที่ปรึกษา สร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยกัน ยอมรับว่าตนเองไม่รู้ข้อกฎหมาย ไม่รู้ว่าบริเวณดังกล่าวเปิดสถานบันเทิงไม่ได้
ส่วนเรื่องใบประกอบธุรกิจขอเปิดเป็นร้านอาหาร มีดนตรีและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตนไม่ได้หาข้อมูลเกี่ยวกับข้อกฎหมายให้ละเอียดก่อนที่จะเปิด ส่วนที่บอกว่าเปิดเกินเวลา ยืนยันปิดตี 1 โดยเปิดร้านประมาณ 2 เดือน ไม่เคยถูกร้องเรียนเรื่องเสียงดังที่ถูกร้องเรียนเรื่องเสียงดัง เป็นร้านอาหารด้านหน้า
พร้อมเยียวยา
ส่วนเรื่องเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตนั้น เบื้องต้น ผู้เสียชีวิตจ่ายรายละ 50,000 บาท ส่วนผู้บาดเจ็บจ่ายรายละ 10,000 บาท ส่วนจะจ่ายสินไหมให้รายละเท่าไหร่นั้น ยังไม่ได้ตั้งธงไว้ในใจ
หลังจากนี้ จะยังคงเปิดร้าน MOUNTAIN ซึ่งเป็นร้านอาหารมีดนตรีสด และร้านหมูกระทะ ที่อยู่ติดกันต่อไป เพราะสงสารพนักงานที่มีอยู่จำนวนมาก หากไม่ดำเนินธุรกิจต่อ ทุกคนคงต้องตกงาน และได้รับความเดือดร้อน ท้ายที่สุด อยากขอความเห็นใจจากทุกคนในสังคม ให้โอกาสได้ทำหน้าที่ เพื่อหาหนทางช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความเดือดร้อน ให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างดีที่สุด
คิดจบชีวิตตัวเอง
ภรรยาของเสี่ยบี กล่าวต่อ ตั้งแต่เกิดเหตุ ทุกคืนเรา 2 คนนอนไม่หลับ ภาพคนเจ็บคนตายยังติดตา ที่เสี่ยบีพูดน้อยนิสัยเป็นคนไม่ชอบพูด การสื่อสารส่วนใหญ่ตนเองจะเป็นคนพูด
ปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้ใหญ่ที่สุดในชีวิต ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รับสภาพนี้ไม่ได้ เครียดจนถึงขั้นชวนกันฆ่าตัวตาย พูดตรง ๆ ว่าท้อไม่อยากอยู่ ถ้าตายได้แล้วจบวันนั้นน่าจะดีกว่านี้ สามีมาพูดว่า “เฟิร์นเรารับไม่ได้ เราไปกันเถอะ” ซึ่งคำว่าไป ไม่ได้หมายถึงหนี แต่ชวนฆ่าตัวตาย เพราะหนักสำหรับคนอายุ 27 และ 30 ปี
ด้านเสี่ยบี กล่าวว่า หลังจากจบเรื่องและเคลียร์ทุกอย่างจบ ตั้งใจจะบวชอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต
เสียงของเหยื่อ
ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุ หนึ่งในเหยื่อที่ยังมีชีวิตทั้งเป็นของเมาท์เทนบี ตอนที่รู้ว่าร้านกลับมาเปิดอีกครั้ง และ เจ้าของร้าน ร้องขอที่ยืนหรือโอกาส ในการทำธุรกิจ น้องภานุพงษ์ นักดับเพลิง ที่ย้อนกลับไปช่วยเหยื่อรายอื่นๆในผับ ทุกวันนี้ขอแค่โอกาส “ลุก” ยืนเองเพราะนั่งแล้วลุกไม่ได้
ตอนนี้ได้รับเงินจาก MOUNTAIN B ที่เขาช่วยเหลือมา 140,000 บาทแล้วค่ะ การใช้ชีวิตของน้องภานุพงศ์ ตอนนี้ต้องคอยดูเรื่องบาดแผลแล้วก็ทำกายภาพ เพราะหมอแทงมาว่าเป็นผู้พิการมือด้านขวา ตอนนี้น้องกลับมาบ้านแล้ว ต้องมาดูแลเรื่องแผลที่ยังไม่แห้งดีต้องไปล้างแผล
หมอประเมินค่ารักษาเบื้องต้น1.7ล้านบาทค่ะ (พออ่านถึงตรงนี้เงินแสนสี่เอาไว้ปาหัวหมาเถอะค่ะอย่ามาพูดว่าเยียวยาแล้วขอโอกาส)
MOUNTAIN B เงา ซานติก้าผับ
ความสูญเสียจากเหตุการณ์ "ไฟไหม้ผับชลบุรี" MOUNTAIN B ทำให้หลายคนนึกย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2551 ซึ่งเหตุการณ์ไฟไหม้ซานติก้าผับ ร้านดังย่านเอกมัยใน ค่ำคืนเคานต์ดาวน์ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 จึงทำให้มีผู้คนจำนวนมากที่ "ซานติก้าผับ" เพื่อฉลองเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ คาดกันว่า มีคนมากถึง 1,000 คน ซึ่งเกินกว่าขีดจำกัดของทางผับที่รับได้ประมาณ 500 คน จำนวนคนในผับแน่นขนัดทั้ง 2 ชั้นและบริเวณบันได รวมทั้งประตูหนีไฟก็ถูกปิดสนิท
ก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ขึ้นบรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยความสนุกสนาน โดยเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก สเปเชียลเอฟเฟกต์ของเวที จากระบบไฟฟ้าขัดข้องทำให้เกิดประกายไฟ โดยเพลิงได้ลุกไหม้อย่างรวดเร็วจากบริเวณชั้น 2 ทำให้โครงสร้างถล่มลงมาเนื่องจากภายในผับมีวัตถุที่เอื้อต่อการเกิดเพลิงไหม้ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ผนังโฟม ฯลฯ
ด้วยความที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากอัดแน่นกันข้างใน ทำให้ไม่สามารถหนีออกมาได้ จนในที่สุดเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 67 ราย บาดเจ็บสาหัส 45 คนบาดเจ็บอีก 72 คน
จำคุก 3 ปี ปรับ 2 หมื่น เยียวยา 5.12 ล้าน
โดยคดีดังกล่าว ศาลฎีกา ได้พิพากษาสั่งจำคุก นายวิสุข เสร็จสวัสดิ์ ผู้บริหาร ซานติก้าผับ เป็นเวลา 3 ปี ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
นายบุญชู เหล่าสีนาท กรรมการบริษัทโพกัสไลท์ ซาวน์ ซิสเท็ม ซึ่งรับจ้างทำเอฟเฟกต์ให้ซานติก้าผับ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 3 ปี และปรับ บ.โฟกัสไลท์ฯ เป็นเงิน 20,000 บาท และให้บริษัทฯ ร่วมกันชดใช้ญาติผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นเงิน 5.12 ล้านบาท
ศาลปกครองให้ กทม.เยียวยา 5.79 ล้าน
ขณะเดียวกัน ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาว่า ซานติก้าผับ ภายในอาคารไม่จัดให้มีป้ายบอกทางออกและทางหนีไฟ และไม่พบระบบดับเพลิงอัตโนมัติ ขณะที่ได้มีการก่อสร้างอาคารผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต มีการต่อเติมดัดแปลงใช้เป็นสถานบริการ ซึ่งกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดูแลพื้นที่ มีส่วนในการรับผิดชอบ โดยศาลปกครองให้กทม.ชำระค่าสินไหมทดแทนญาติของเหยื่อผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวมเป็นเงิน 5.79 ล้านบาท
บทสรุป MOUNTAIN B ผลจะออกมาเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกระบวนการทางกฎหมาย แต่ความสูญเสียเกิดขึ้นแล้ว และเหตุการณ์แบบนี้ คงจะเกิดขึ้นได้อีก หากคนที่รับผิดชอบ ทำตามกฎหมาย และบังคับกฎหมายเข้มงวด ติดตามความรู้ด้านกฎหมายได้ในตอนต่อไป
อย่างไรก็ตามเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่อีกแล้ว ขอให้ทั้ง 2 เหตุการณ์เป็นอุทาหรณ์สำหรับเตือนใจทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้ง นักท่องเที่ยว เจ้าของสถานที่ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ไม่เช่นนั้น เราจะใช้ “น้ำตาดับไฟ” กันต่อไป
ข่าวล่าสุด