ส่วนภารกิจหลัก คือ “ใต้น้ำ” ขณะนี้เรือหลวงราวี กำลังนำนักประดาน้ำกลับมาแล้ว อยู่ระหว่างรอผลสรุปอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (25 ธ.ค.) เบื้องต้นได้ใช้โซน่าร์ของเรือหลวงบางระจัน แสกนภาพใต้น้ำ แต่ต้องยอมรับว่า วันนี้คลื่นลมผิวน้ำแรงแล้ว แต่ใต้น้ำยิ่งแรงกว่า ทำให้การทำงานยิ่งบากลำบาก และแม้ว่าการทำงานในวันนี้ค่อนข้างยาก เพราะการส่งนักประดาน้ำแต่ละชุด ลงไปใต้ท้องทะเลที่มีความลึกมากถึง 50 เมตร และสามารถใช้เวลาอยู่ในน้ำได้ไม่เกิน 15 นาที เมื่อดำลงไปแล้ว จะต้องทำงานแข่งกับเวลา แต่คำนึกถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ก่อนจะนำข้อมูลทุกอย่างกลับมาประชุมหารือ เพื่อนำมาวิเคราะห์แผนการกู้เรือและค้นหา
ส่วนการค้นหาตามซอกเรือนั้น ยอมรับว่า ยังไม่สามารถทำได้เท่าไหร่ เพราะด้วยเวลาที่จำกัด และเรือหลวงสุโขทัยที่มีขนาดความยาวราว 70 - 80 เมตร จึงมีความยากในการสำรวจรอบตัวเรือ แต่ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ได้เก็บภาพที่ค่อนข้างชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากที่สุดแล้ว
ส่วนการทำงานของ ศรชล. และหน่วยงานเอกชนกว่า 80 หน่วย ที่ระดมกำลังเพื่อปูพรมค้นหา โดยเฉพาะในพื้นที่ขอบทะเลและเกาะต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงบางสะพาน ลงไปจนถึงพื้นที่อ่าวบ้านดอน / เกาะเต่า / เกาะพงัน / เกาะสมุย ซึ่งเป็นพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นั้น ขณะนี้ได้เพิ่มความเข้มข้นในการค้นหา และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็ม ที่จากผู้ว่าราชการ 3 จังหวัด คือ จังหวัดชุมพร , ประจวบคีรีขันธ์ และสุราษฎร์ธานี
แต่จนถึงขณะนี้ “ยังไม่พบกำลังที่สูญหาย” และไม่มีข้อมูลว่ามีผู้รอดชีวิต 1 รายบนเกาะตามที่มีกระแสข่าว ขณะที่อุปกรณ์และเสื้อชูชีพต่าง ๆ ที่พบบนเกาะเต่านั้น ยืนยัน ยังไม่พบกำลังพลที่สูญหาย เพราะเจอเพียงแค่เสื้อชูชีพ และในส่วนของ 1 ในกระเป๋าของกำลังพลบนเรือ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า “เป็นไปได้หรือไม่ ที่กำลังพลที่เหลือ อาจจะติดอยู่ในเรือ” พลเรือโทพิชัย ระบุว่า ขณะนี้มีโอกาสเป็นไปได้ทุกอย่าง เพราะครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์จริง หลังเรือจมอาจจะเป็นไปได้ ที่ร่างจะเกิดการกระแทก จนทำให้เสียชีวิตและจมน้ำ ยืนยันว่า “ตอนนี้กำลังพลของเราใจร้อนกว่าแน่นอน เพราะทุกคนคือครอบครัวของเรา และหวังอยากจะเจอผู้สูญหายทุกคนเป็นเคสสีเขียว”