พล.ร.ต.รังสรรค์ กล่าวว่า กรณีที่มีการพบอุปกรณ์ของเรือ โดยเฉพาะแพชูชีพที่ตรวจพบทั้งหมด 4 แพ และตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นแพเก่าหนึ่งแพ และแพที่ปล่อยไปให้การช่วยเหลือ 3 แพ รวมถึงเสื้อชูชีพจำนวนหนึ่งนั้น ก็มองว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ชี้ให้เห็นว่า การใช้ "โปรแกรมซาแมพ" ของกรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ ที่คำนวณเป้าทิศทางการลอยไปตามกระแสน้ำ และกระแสลมนั้น
บ่งบอกว่า กองทัพเรือมาถูกทางในการค้นหา แต่กองทัพเรือก็ไม่ได้หาเฉพาะตามโปรแกรมคำนวณเท่านั้น ยังขยายวงการค้นหาไปมากกว่า โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่ง พร้อมยอมรับว่า ความยากลำบากในการค้นหา หลังจากผ่านมาแล้วเป็นวันที่ 5 นั้น ส่วนหนึ่งเป้าหมายมีขนาดที่เล็กมาก จะเห็นเฉพาะส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเท่านั้น
ส่วนกรณีที่มรสุมกำลังจะผ่านเข้ามาอีกระลอก พล.ร.ต.รังสรรค์ ระบุว่า จากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ มีโอกาสที่ความกดอากาศสูงจะมาอีกระลอก ซึ่งภาวนาว่า จะไม่ให้มีผลกระทบ แต่ยอมรับว่าเป็นอุปสรรคในการค้นหาเป็นอย่างมาก รวมถึงเป็นอุปสรรคในการสำรวจใต้น้ำ บริเวณที่เรือหลวงสุโขทัยจมลงด้วย
“แม้คืนลมจะแรง หรือเป็นอุปสรรคอย่างไรก็ตาม กองทัพเรือยืนยันจะทุ่มสรรพกำลังที่มี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การปฎิบัติภารกิจเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว”
ส่วนผลการสำรวจ "เรือหลวงสุโขทัย" ที่จมลงนั้น พล.ร.ต.รังสรรค์ บอกด้วยว่า หลังจากได้นำยานสำรวจใต้น้ำ หรือ "ซีฟอกซ์" ลงไปสแกนเป้าหมาย สำรวจสภาพของเรือ เพื่อนำมาสร้างเป็นภาพสามมิติ และได้ส่งชุดประดาน้ำเข้าสำรวจนั้น
ความคืบหน้ายังเป็นไปได้น้อยมาก เพราะคลื่นลมใต้น้ำแรง ประกอบกับระยะเวลาในการทำงานใต้น้ำมีจำกัด และระยะการมองเห็นกำจัดอยู่ใต้น้ำ สามารถมองเห็นได้เพียง 2 ฟุตเท่านั้น แม้จะเป็นเวลากลางวันที่มีแสงส่องลงไปด้านล่าง แต่กระแสน้ำก็ขุ่น ซึ่งเป็นอุปสรรคในการทำงาน
ทั้งนี้ระหว่างการชี้แจง การปฎิบัติภารกิจค้นหา หนึ่งในญาติของผู้สูญหาย ได้ถามถึงกระบวนการ หากพบผู้สูญหาย จะนำขึ้นฝั่งที่บริเวณใด พล ร.ต.รังสรรค์ ยืนยันว่า บริเวณบริษัทท่าเรือประจวบฯ จำกัด ยังคงเป็นจุดหลัก ในการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย เนื่องจากจุดนี้ มีครอบครัวของผู้สูญหาย ปักหลักอยู่ 12 ครอบครัว