อย่างไรก็ตาม สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติได้มีข้อแนะนำในการขับขี่รถพยาบาลฉุกเฉินการแพทย์และรถพยาบาล ระบุว่า ในการตัดสินใจเลือกใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน และความเร็วในการขับรถปฏิบัติการฉุกเฉิน หรือรถพยาบาล ต้องปฏิบัติอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท และต้องประเมินว่า การใช้ระบบการขับแบบฉุกเฉินนั้นมีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องใช้ อาการของผู้ป่วยที่กำลังไปรับหรือกำลังเคลื่อนย้ายนั้นเป็นอย่างไร , ผู้ขับขี่ได้ใช้สัญญาณเตือนแก่ผู้ร่วมใช้ถนนเพื่อขอให้หลีกทางหรือไม่ , หากมีการชนกันเกิดขึ้น อุปกรณ์สัญญาณฉุกเฉินได้ถูกเปิดใช้ก่อนการชนหรือไม่ , การใช้อุปกรณ์สัญญาณฉุกเฉินเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักการ และข้อหนดปฏิบัติหรือไม่ , ใช้ความเร็วเกินกว่าจำเป็นสำหรับการควบคุมรถในสภาพการจราจร สภาพถนน และสภาพอากาศขณะนั้นหรือไม่
สิ่งที่ผู้ขับรถปฏิบัติการฉุกเฉิน หรือรถพยาบาล ต้องตระหนักเสมอ คือการขับรถปฏิบัติการฉุกเฉินและรถพยาบาล เพื่อตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น “ไม่ได้หมายถึงการขับรถเร็ว” การขับรถเพื่อตอบสนองเหตุการณ์โดยใช้ความรวดเร็วนั้น เป็นภาวะที่มีความกดดัน และความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสูง แม้ว่าความจริงในบางสถานการณ์ที่ฉุกเฉินนั้น เวลาทุกวินาทีมีความหมาย แต่เวลาเพียงไม่กี่นาทีที่ไปถึงเร็วขึ้น ก็อาจไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของตัวพนักงานขับรถ ทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ในรถ และผู้ร่วมใช้ถนน
ทั้งนี้ยังมีมาตรการกำหนดว่า เมื่อขับผ่านทางแยก จะต้องไม่ใช้ความเร็วเกินกำหนด ไม่ว่าจะเป็นรหัสสีอะไรก็ตาม (หมายถึงอาการของผู้ป่วย) , เมื่อขับผ่านทางแยกไม่ว่าจะมีสัญญานไฟจราจรหรือไม่ จะต้องขับผ่านด้วยความระมัดระวัง , เมื่อขับผ่านทางแยกที่เป็นสัญญานไฟแดง หรือผ่านทางรถไฟ จะต้องหยุด ก่อนที่จะขับต่อไปด้วยความระมัดระวัง , ในถนนที่มีหลายเลน การเปลี่ยนเลน ให้ปฏิบัติเหมือนการขับรถผ่านทางแยก และเมื่อมีความจำเป็นต้องขับรถย้อนศร ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม.