สมช. ดึงภาควิชาการตั้ง ศปก.สมช. กาง 4 ฉากทัศน์ รับมือฉุกเฉิน
04 พ.ย. 2569 | prisana_tha

สมช. ดึงภาควิชาการตั้ง ศปก.สมช. ติดตามสงครามตะวันออกกลาง เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ กาง 4 ฉากทัศน์ รับมือฉุกเฉิน ขณะ ก.เกษตรฯ ยันอาหารมีล้น ไม่ต้องกักตุน
ข่าว
04 พ.ย. 2569 | prisana_tha

สมช. ดึงภาควิชาการตั้ง ศปก.สมช. ติดตามสงครามตะวันออกกลาง เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ กาง 4 ฉากทัศน์ รับมือฉุกเฉิน ขณะ ก.เกษตรฯ ยันอาหารมีล้น ไม่ต้องกักตุน
KEY
POINTS
4 พฤศจิกายน 2569 พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงผลการประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาความมั่นคงในตะวันออกกลาง โดยที่ประชุมให้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (ศปก.สมช.) ว่า วันนี้ สมช. เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัย มาร่วมกันระดมความคิดเกี่ยวกับแนวทางเตรียมพร้อมในการรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งอาจารย์หลายคนบอกว่าปัจจุบันอยู่ในช่วงวิกฤตซ้อนวิกฤต ส่วนประเทศไทยอยู่วงรอบนอก เพราะฉะนั้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นย่อมแตกต่างจากประเทศทางยุโรปหรือตะวันออกกลาง แต่เพื่อความไม่ประมาท เราได้เตรียมความพร้อมของแผนหรือแนวทางการปฏิบัติ โดยปกติแล้ว สมช. มีแผนความมั่นคงแห่งชาติเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตอยู่แล้วตามลำดับ จากเบาไปหนัก
แต่ครั้งนี้ด้วยสภาวะที่ผันผวน มีผลจากสภาวะสงครามในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง เราจึงเตรียมการในส่วนที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย โดย สมช. ได้เขียนเอาไว้ 4 ฉากทัศน์ และข้อพิจารณาในการรองรับกับฉากทัศน์ที่เรากำหนดขึ้น
นอกจากนี้ สมช. ได้จัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ ศปก.สมช. เพื่อร่วมงานกับภาควิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆ เพื่อติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และมีการปรับปรุงแนวทางหรือแผนดำเนินการ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นตลอดเวลา
ส่วนการแจ้งเตือนประชาชน เราเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมประชาสัมพันธ์ มาหารือกัน หากว่ามีอะไรที่ต้องแจ้งเตือนประชาชนก็จะทำให้เร็วที่สุด รวมถึงขอให้ฟังจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากส่วนราชการต่างๆ เพื่อจะได้เตรียมตัว แต่ปัจจุบันยังอยู่ในห้วงของการเตรียมการของส่วนราชการที่รับผิดชอบ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ตามภาระหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานไว้แล้ว มีบางส่วนที่อาจเป็นจุดวิกฤตบ้าง ก็มีการวางแผนเพื่อให้ไม่ส่งผลกระทบ ต่อการใช้ชีวิตของประชาชนในภาวะปกติ
เมื่อถามว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครต ชนะ จะมีผลให้สถานการณ์ตะวันออกกลางเบาลงหรือไม่ พลเอก ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ผลที่จะเกิดขึ้น มองไว้ 2 อย่าง ทั้งอาจจะดีขึ้นหรืออาจจะเลวร้ายลง ซึ่งเราตั้งไว้รองรับทั้งหมด
ส่วนความชัดเจนในการแจ้งกับประชาชน ว่าต้องกดเงินสดสำรอง หรือกักตุนอาหาร น้ำดื่ม หรือไม่นั้น พลเอก ชัยพฤกษ์ บอกว่า ตอนนี้เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต มีสงครามที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ แต่เรื่องยังห่างไกลกับประเทศไทย ซึ่งน่าจะอยู่ในวงที่สามด้วยซ้ำ ดังนั้นปัจจุบันเป็นเรื่องของส่วนราชการกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยมีการเตรียมแผนต่างๆ ไว้ ทั้งพลังงาน และอาหาร
ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้แจ้งว่า ข้าวเหลือเกินกว่าจำนวนที่เราบริโภคอยู่แล้ว ไข่ไก่ สินค้าอุปโภคบริโภค มีบางอย่างเท่านั้นที่อาจจะอยู่ในขั้นไม่บาลานซ์ เช่น ผลิตภัณฑ์นม หรือน้ำมันในการนำมาปรุงรส และอีก 2-3 รายการ ทางกระทรวงเกษตรฯ จะไปเตรียมแผน และดำเนินการปรับแก้ไข หากเกิดสถานการณ์ จะทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคไม่ขาดแคลนในประเทศ ส่วนถ้าประชาชนจะสำรอง (อย่าเรียกว่ากักตุน) ก็ทำได้บ้าง แต่ขณะนี้ไม่จำเป็นถึงขนาดนั้น เรายังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรองอาหาร และเตรียมแผนต่างๆ เอาไว้รองรับ
เมื่อถามว่า ความมั่นคงทางอาหารของไทย ได้เปรียบในการเตรียมความพร้อมหรือไม่ พลเอก ชัยพฤกษ์ ยอมรับว่า ใช่ โดยประเทศไทยส่งออกด้านเกษตรกรรมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเป็นจุดแข็งของประเทศ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็บอกแล้วว่ามีความพร้อมในการเตรียมรองรับเรื่องดังกล่าว และในอนาคตเพื่อให้เกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ก็อาจจะเสนอคลังสำรองอาหารสำหรับประเทศ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการดำเนินการ แต่ก็เป็นแผนที่เราคิดเอาไว้
ด้าน นายพิชญเดช โอสถานนท์ โฆษก สมช.แถลงว่า การประชุมวันนี้ไม่ใช่ว่าประเทศเจอวิกฤต แต่เป็นไปตามภาวะปกติ ซึ่งเป็นแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติและแผนบริหารวิกฤตการณ์ (พ.ศ.2566 – 2570) ที่กำหนดอยู่แล้ว เพื่อเตรียมการและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง
โดยที่ประชุม มีการประเมินในมิติต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน ความปลอดภัยของประชาชน ตลอดจนความมั่นคงทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ซึ่งประเมินไว้ 4 ฉากทัศน์ คือ ต่ำสุด จนถึงดีที่สุด ว่า ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อขยายวงไป ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอะไร มีทั้งผลกระทบทางตรงและทางอ้อม
สำหรับผลกระทบทางตรงคือ 1.ความปลอดภัยของแรงงานไทยและพลเมืองไทยที่ประกอบอาชีพอยู่ในตะวันออกกลาง ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางรัฐบาล และสมช. ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นลำดับแรก หากสถานการณ์เลวร้าย โดยได้เตรียมการให้กระทรวงต่างประเทศเตรียมพร้อมร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง โดยกองทัพเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน แผนอพยพให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที
2.เส้นทางเดินเรือพาณิชย์ไทยในตะวันออกกลาง ซึ่งหน่วยต่างๆ ได้ติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง ทั้งหน่วยข่าวหน่วยความมั่นคง รวมไปถึงผลการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ด้วยว่ามีผลกระทบมากน้อยเพียงใด
ส่วนผลกระทบทางอ้อม เป็นเรื่องเศรษฐกิจและพลังงาน อาจทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น เกิดผลกระทบต่อเนื่องเป็นห่วงโซ่ ทั้งต้นทุนขนส่ง การผลิต ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนต้นทุนราคาสินค้าเกษตร จึงมีการซักซ้อมให้หน่วยต่างๆ ที่มีแผนอยู่แล้ว มาระดมสมอง และกำชับให้ยกระดับการเตรียมการขึ้นมา
อย่างกระทรวงพลังงาน ผู้แทนกระทรวง แสดงความพร้อมว่ามีกลไกน้ำมันตามกฎหมายอยู่แล้ว คิดว่ามีเพียงพอหากมีวิกฤตเกิดขึ้น และกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันด้วย รวมถึงแผนสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ การบริหารกองทุนน้ำมัน โดยทำแผนเผชิญเหตุเตรียมพร้อม ซึ่งกระทรวงพลังงาน จะเป็นเจ้าภาพ หากมีปัญหาในเรื่องที่เกี่ยวกับพลังงาน
กระทรวงเกษตรฯ ดูเรื่องสินค้าเกษตรไทย เนื้อสัตว์ ปัจจัยการผลิต และปุ๋ย โดยให้ความมั่นใจว่ามีการตั้งวอร์รูมในการมอนิเตอร์สถานการณ์ตลอดเวลา และมีการเตรียมพร้อมรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสินค้าเกษตร การหาแหล่งทดแทนปุ๋ยเคมี และมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อลดต้นทุนการผลิตต่างๆ และใช้พลังงานทดแทน พร้อมยืนยันว่า ไข่ไก่ ข้าว เนื้อสัตว์ มีเพียงพอ ซึ่งประเทศไทยแทบจะไม่ได้รับผลกระทบ และยังมีวัตถุดิบเพียงพอ
ส่วนความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ยังคงต้องเฝ้าระวัง ปัจจุบันประเมินว่ายังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าไทยตกเป็นเป้าหมายโจมตีโดยตรง แต่หน่วยงานสำคัญที่เป็นแม่งานหลักคือ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ สกมช. มีหน้าที่เตรียมความพร้อมด้านไซเบอร์ และมอนิเตอร์ทุกวันภายใต้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยร่วมกับหน่วยงานที่ดูโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ 7 กลุ่ม แต่ถ้าสถานการณ์รุนแรงเกินกว่า สมกช. จะรับได้ ทาง สมช. จะกลายเป็นเจ้าภาพแทน
ส่วนการเตรียมความพร้อมประสานการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงาน ทาง ปภ. เป็นหน่วยงานหลักในการดูภัยมั่นคงต่างๆ ทั้งระบบแจ้งเตือนเหตุวิกฤตผ่าน Cell Broadcast และแจ้งเตือนทั้งระดับนโยบายและพื้นที่ รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้านต่างๆ รวมทั้งบูรณาการข้อมูล และสื่อสารผ่านศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
ขณะที่ การสื่อสารข้อมูลข่าวสาร สร้างความเข้าใจประชาชน ทางกรมประชาสัมพันธ์ ให้ความมั่นใจว่า ตอนนี้มีการเตรียมระบบสื่อสารในภาวะวิกฤตไว้แล้ว พร้อมสนับสนุนการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐ หากเกิดวิกฤติขึ้นจริง
นอกจากนี้ นักวิชาการเสนอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสื่อสาร และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับประชาชน พยายามส่งข้อความให้ประชาชนตระหนักแต่ไม่ตระหนก ซึ่ง สมช. รับไว้และจะประสานหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อทำงานร่วมกันต่อไป และให้ภาครัฐทำงานร่วมกับภาควิชาการอย่างใกล้ชิด จะได้ประสานสอดคล้องกัน
ขณะเดียวกัน นักวิชาการยังขอให้ภาครัฐประเมินเกิดผลกระทบต่อประเทศไทยรอบด้าน และรวดเร็ว เน้นการสื่อสารให้เข้าใจว่าความเสี่ยงของไทยแตกต่างจากประเทศอื่นอย่างไร รวมถึงเฝ้าระวังข้อมูลที่บิดเบือนในการสร้างความตื่นตระหนก ซึ่งลงไปถึงสแกม และไซเบอร์ต่างๆ