“การเปลี่ยนแหล่งรายได้ของกองทุนต้องมีการศึกษาผลกระทบและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน แม้ฝ่ายผู้เสนอแก้ไขกฎหมายจะอ้างเหตุผลด้านวินัยการเงินการคลัง แต่การเปลี่ยนแปลงระบบรายได้ของกองทุนที่มีภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะจำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงประจักษ์ การประเมินผลกระทบ และหลักประกันที่ชัดเจนว่าจะไม่ทำให้ประชาชนสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงการสนับสนุน ทั้งนี้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 82 มีบทบัญญัติรองรับการดำเนินการตามกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว จึงควรพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ มิใช่นำเหตุผลด้านวินัยการคลังมาเป็นข้อสรุปโดยปราศจากการศึกษาทางเลือกอื่น เราเห็นว่า การปฏิรูปการบริหารจัดการกองทุนสามารถดำเนินการควบคู่กับการรักษาระบบรายได้เดิมได้ โดยเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส การตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน แทนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของภารกิจระยะยาว
“ที่สำคัญต้องรักษาความเป็นอิสระของกองทุนจากการแทรกแซงทางการเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจ การจัดสรรรายได้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะช่วยให้หน่วยงานสาธารณะสามารถวางแผนและขับเคลื่อนภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานที่ต้องเผชิญกับอิทธิพลของปัจจัยเชิงพาณิชย์ต่อสุขภาพ (Commercial Determinants of Health) เช่น การตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ กองทุนสาธารณะต้องเป็นโอกาสของเยาวชนทุกกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่หรือหน่วยงานภาครัฐ เครือข่ายเยาวชนเห็นว่า จุดแข็งสำคัญของกลไกการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คือการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชน เครือข่ายชุมชน สถานศึกษา และกลุ่มเยาวชนสามารถมีส่วนร่วมขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพผ่านโครงการ กิจกรรม และความร่วมมือในระดับพื้นที่ กลไกดังกล่าวทำให้เยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับประโยชน์จากนโยบาย แต่สามารถเป็นผู้คิดริเริ่ม ออกแบบ ดำเนินกิจกรรม และร่วมประเมินผลการเปลี่ยนแปลงในชุมชนของตนเอง” นายศุภฤกษ์ กล่าว
ด้านนายธนภัทร์ แสงหิรัญ กล่าวว่า เครือข่ายเยาวชนอยากให้รัฐบาลและทุกกองทุนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ พัฒนาระบบการสนับสนุนที่เปิดโอกาสให้กลุ่มเยาวชนในระบบการศึกษา เยาวชนนอกระบบการศึกษา สภาเด็กและเยาวชน ชมรมกีฬา กลุ่มอาสาสมัคร และองค์กรเยาวชนภาคประชาชน สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเป็นธรรม โดยควรมีช่องทางสนับสนุนโครงการขนาดเล็กและระดับชุมชน ลดข้อจำกัดด้านสถานะนิติบุคคลและขั้นตอนเอกสารที่ไม่จำเป็น จัดให้มีหน่วยงานพี่เลี้ยง และส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบายและติดตามประเมินผล ทั้งนี้ต้องมีระบบตรวจสอบการใช้จ่ายที่เหมาะสมและโปร่งใส
“เครือข่ายมีข้อเรียกร้องและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ 1. ขอให้นายกรัฐมนตรี ไม่ลงนามรับรองร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ และขอให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมเสนอ ถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ที่มีสาระสำคัญในการยกเลิกระบบภาษีจัดสรรเฉพาะ โดยคงหลักการและแหล่งรายได้ที่มีความต่อเนื่องสำหรับการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ 2. ขอให้รัฐบาลกำหนดนโยบายส่งเสริมการเข้าถึงกองทุนสาธารณะของเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มเยาวชนทั้งในระบบการศึกษา นอกระบบการศึกษา และองค์กรภาคประชาชน สามารถเสนอโครงการและรับการสนับสนุนตามภารกิจของแต่ละกองทุนได้อย่างทั่วถึง 3. ขอให้ทุกกองทุนที่รัฐกำกับดูแล ศึกษาและประยุกต์ใช้แนวทางการสนับสนุนภาคีเครือข่ายของ สสส. ที่เปิดพื้นที่ให้ชุมชนและองค์กรภาคประชาชนมีบทบาทในการขับเคลื่อนงาน โดยพัฒนากลไกทุนสำหรับเยาวชน การเสริมศักยภาพ และระบบพี่เลี้ยงที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ 4. ขอให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้แทนเยาวชนในกระบวนการกำหนดนโยบาย ออกแบบมาตรการ ติดตาม และประเมินผลการใช้ทรัพยากรสาธารณะ เพื่อให้การดำเนินงานตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง และ 5. ขอให้ยกระดับความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และธรรมาภิบาลของทุกกองทุน โดยเปิดเผยข้อมูลการจัดสรรงบประมาณ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และโอกาสในการเข้าถึงการสนับสนุนของกลุ่มประชาชนต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม” นายธนภัทร กล่าว
นายธนภัทร กล่าวต่อว่า กลุ่ม องค์กร เครือข่ายเด็กและเยาวชนภาคอีสานขอยืนยันว่า การคัดค้านการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มิใช่การปฏิเสธการปฏิรูปหรือการตรวจสอบการใช้เงินสาธารณะ หากแต่เป็นการเรียกร้องให้การปฏิรูปตั้งอยู่บนหลักการรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ความต่อเนื่องของภารกิจ และความเป็นธรรมระหว่างคนรุ่นปัจจุบันกับคนรุ่นอนาคต