"สื่อมวลชนคงจำได้ว่า เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ให้การต้อนรับการเยือนของ นายพล มิน อ่อง หล่าย อย่างเป็นทางการและอย่างอบอุ่น ซึ่งผมเคยชี้ไปแล้วว่านั่นคือการทิ้งไพ่ใบสำคัญทางการทูต และจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ปรากฏว่าปัญหาข้ามชาติด้านใดที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยจะลดลงเลย เหตุการณ์ทิ้งระเบิดที่ข้ามมาลงฝั่งไทยแสดงให้เห็นว่า ทหารเมียนมาไม่ได้แคร์ไทย เช่นเดียวกับที่ไม่เคยแคร์ต่อฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน" นายพิศาล กล่าว
"ครม.เงา" ยื่น 5 ข้อเสนอ ยึดประโยชน์ชาติ ทำการทูตให้เพื่อนบ้านเกรงใจไทย
จากปัญหาดังกล่าว ครม.เงา จึงขอเสนอข้อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วนใน 5 ประการ
1.ยึดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: ให้รัฐบาลยึดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยได้รับจากแรงงานข้ามชาติในภาคการผลิตและการส่งออก แทนที่จะไปยึดผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารเมียนมา
2.คัดค้านการเก็บภาษีแรงงานผิดหลักการ: แจ้งต่อฝ่ายเมียนมาว่า มาตรการของรัฐบาลเมียนมาที่เรียกเก็บภาษีแรงงานที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยในอัตราร้อยละ 2 ของรายได้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับหลัก "กฎหมายระหว่างประเทศ" (ซึ่งระบุให้รัฐเก็บภาษีได้เฉพาะในดินแดนภายใต้อธิปไตยของตน และให้รัฐที่รายได้นั้นเกิดขึ้นเป็นผู้เก็บภาษีเท่านั้น) ทั้งยังขัดต่อความตกลงว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับเมียนมา ที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545
3.จัดระเบียบแรงงานเข้าสู่ระบบ: ดำเนินการนำแรงงานเมียนมาเข้าสู่ระบบของไทยให้ได้มากที่สุด ด้วยการผ่อนปรนชั่วคราวในเรื่องใบแสดงอัตลักษณ์ส่วนบุคคล หรือ ซีไอ (Certificate of Identity: CI) เพื่อลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการไทย และลดภาระค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลรัฐอันเกิดจากแรงงานต่างชาตินอกระบบ
4.ทบทวนนโยบายปฏิสัมพันธ์: ให้ทบทวนแนวนโยบายการปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป (Recalibrated Engagement) ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจาก มิน อ่อง หล่าย อ่านเกมออกชัดเจนว่าเป็นเพียง "เหล้าเก่าในขวดใหม่" ที่ผ่านมาเมียนมามีแต่ได้ ขณะที่ไทยมีแต่เสีย รัฐบาลจึงต้องเดินหน้าการทูตอย่างมีศักดิ์ศรีและสง่างาม เพื่อให้เพื่อนบ้านเกิดความเกรงใจไทย แทนที่ไทยจะเป็นฝ่ายไปเกรงใจเขาอยู่ฝ่ายเดียว
5.แก้ปัญหาต้นตอร่วมกับมหาอำนาจ: ต้องเน้นการแก้ไขปัญหาที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขตกระสุนตก ปัญหายาเสพติด หรือสารปนเปื้อนในแม่น้ำ ซึ่งมีต้นตอมาจากสงครามอันยืดเยื้อระหว่างทหารเมียนมากับชนกลุ่มน้อย โดยไทยต้องกล้าใช้จุดแข็งของไทยร่วมกับอาเซียน ในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับมหาอำนาจ โดยเฉพาะประเทศจีน เพื่อกดดันให้ มิน อ่อง หล่าย หยุดการทิ้งระเบิดและการฆ่าฟัน แล้วเข้าสู่กระบวนการปรองดองภายในชาติกับชนกลุ่มน้อย ซึ่งแม้อาจต้องใช้เวลา แต่ต้องทำให้ออกมาประสบความสำเร็จ
นายพิศาล กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องทำการทูตเพื่อทำให้เพื่อนบ้านเกรงใจไทย พร้อมทั้งจัดระเบียบการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวในไทยเสียใหม่ เพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยเอง