นายศุภโชติ กล่าวด้วยว่า พฤติการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า รัฐบาลกำลังปล่อยให้เงินกู้ 50,000 ล้านบาทของประชาชน ถูกใช้ไปเพื่ออุปถัมภ์ประโยชน์ของคนบางกลุ่ม พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลตอบคำถามและข้อสงสัยของสังคมให้ชัดเจน หากยังไม่สามารถให้ความมั่นใจกับสังคมได้ ขอเรียกร้องโดยตรงไปยัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้หยุดดำเนินโครงการและยกเลิกโครงการนี้ทันที
ด้านวีระยุทธ กล่าวว่า โครงการด้านพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาล ที่มีมูลค่ารวมกันนับแสนล้านบาทนั้น ท้ายที่สุดแล้วกำลังกลายเป็นการกู้เงินมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีนและช่วยนายหน้าฝ่ายไทยกินส่วนต่างหัวคิว มากกว่าที่จะเป็นการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและผู้ประกอบการไทย ทั้งที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดด้วยตัวเอง
นายวีระยุทธ ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากเม็ดเงินแสนล้านนี้มาสร้างความมั่นคงในอุตสาหกรรมในประเทศ เช่น การพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) การผลิตมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จากการลงพื้นที่ศึกษาดูงานที่จังหวัดขอนแก่น พบว่าสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีศักยภาพในการวิจัยและผลิตเทคโนโลยีอย่าง ‘KKU Volt’ เป็นแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน รวมถึงการพัฒนาแบตเตอรี่โซเดียมไอออนจากเกลือ แต่โครงการและผลงานวิจัยเหล่านี้กลับต้องถูกเก็บไว้บนหิ้ง เนื่องจากข้อจำกัดและเงื่อนไขเวลาภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ ที่บีบให้ต้องใช้เงินให้หมดภายในเดือนธันวาคม 2570 เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนต่างชาติที่มีสินค้าสำเร็จรูปพร้อมส่งมอบมากกว่าผู้ผลิตในประเทศ
นายวีระยุทธ กล่าวสรุปว่า รัฐบาลไม่ควรดีแต่ลมปากในการประกาศนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและเทคโนโลยีไทย แต่ในทางปฏิบัติกลับเขียนกติกาและเงื่อนไขเวลาบีบรัดจนคนไทยไม่สามารถแข่งขันได้ พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและแก้ไขกติกาเพื่อส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศอย่างจริงจัง ป้องกันไม่ให้งบประมาณแสนล้านบาทต้องรั่วไหล และกลายเป็นเครื่องมือกดทับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว หากรัฐบาลไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินกู้ทุกบาทตกถึงมือประชาชนและกระจายสู่ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นธรรม ก็ควรยุติโครงการเรือธงนี้ทันที