ในแถลงการณ์ยังระบุว่า แม้การประชุมครั้งนี้ไม่ได้ใช้งบจาก สสส. แต่ในโครงการที่ได้รับทุนจาก สสส. อยู่ภายใต้ระบบกำกับและตรวจสอบอย่างเข้มงวดตามวัตถุประสงค์ ระเบียบ และเงื่อนไขโครงการ มีบัญชีและเอกสารประกอบการเบิกจ่ายทุกรายการ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยอยู่ภายใต้กระบวนการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
สมาพันธ์ฯ ขอเรียกร้องให้ นพ.เอกภพ ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อการสื่อสารสาธารณะ ซึ่งสามารถตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้เงินสาธารณะได้ แต่ควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักฐานก่อนเผยแพร่ข้อความที่อาจทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด และกระทบต่อชื่อเสียง เกียรติภูมิ ตลอดจนขวัญกำลังใจของเครือข่ายวิชาชีพและภาคประชาสังคมที่ทำงานเพื่อสุขภาพประชาชนมาอย่างยาวนาน
“ขอให้โฆษกรัฐบาลยุติการเผยแพร่ข้อความที่กล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานยืนยันเพียงพอ พร้อมเปิดเผยหลักฐานประกอบข้อกล่าวหา หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ขอให้แก้ไขหรือถอนข้อความที่สร้างความเข้าใจผิด พร้อมแสดงความรับผิดชอบด้วยการกล่าวคำขอโทษต่อบุคคลและองค์กรที่ได้รับผลกระทบอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน” แถลงการณ์ระบุ
ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ขอยืนยันว่า สสส. กำหนดระเบียบกองทุนฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และอัตราค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินโครงการ พ.ศ. 2562 และคู่มือการบริหารจัดการโครงการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโครงการของผู้รับทุน โดยค่าเช่าที่พักในการเดินทางไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งสำนักงานฯ โครงการที่ สสส. ให้การสนับสนุน จะสามารถเบิกจ่ายค่าเช่าที่พักในพื้นที่ปกติได้ไม่เกิน 1,500 บาท/คน/วัน
โดยจะต้องมีเอกสารประกอบการเบิกจ่ายที่ครบถ้วน อาทิ หลักฐานการลงทะเบียนผู้เข้าร่วม ใบอนุมัติการจ่ายเงิน หลักฐานการจ่ายเงิน และใบแสดงรายละเอียดการเข้าพัก ซึ่งเป็นการเบิกจ่ายโดยใช้หลักการเดียวกับองค์กรรัฐทั่วไป ตามข้อกำหนดของกรมบัญชีกลาง
“ยืนยันว่า สสส. อนุมัติการเบิกจ่ายตามเกณฑ์ที่กำหนด หากมีส่วนต่างเกินกว่าอัตราที่ระเบียบฯ กำหนด ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ และผู้รับทุนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เอง ถือเป็นหลักเกณฑ์ที่ผู้รับทุนยึดถือปฏิบัติในการบริหารจัดการโครงการสร้างเสริมสุขภาพ” ดร.นพ.ไพโรจน์กล่าว