ส่วนหนึ่งที่ทำให้อาจเป็นเพราะว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเปิดข้อมูลการตรวจสอบการใช้เงินของ “ไทยพีบีเอส” โดย “สตง.” ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ พวกพ้องกันแน่ และพร้อมจะสนับสนุนให้ปรับ “เงินอุดหนุน” ไปสู่จุดที่ตรวจสอบได้
ขั้นตอนส่ง “อนุทิน” ลงนามรับรอง ลุ้นไทม์ไลน์ปีงบประมาณ 2571
หลังจากสภาฯ ปิดรับความคิดเห็นแล้ว ในขั้นตอนต่อไป คือ ส่งให้ “อนุทิน” ฐานะ นายกฯ ลงนามรับรอง เนื่องจาก 4 ฉบับถือเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งเชื่อแน่ว่า ทั้ง 4 ฉบับจะถูกลงนามรับรอง และส่งกลับมาให้ “สภาฯ” พิจารณา สำหรับไทม์ไลน์จะเป็นช่วงใด เบื้องต้นคาดว่าจะเร็วที่สุด เพื่อให้เวลาต่อ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” พิจารณา และหากจับทางจาก บทบัญญัติที่แก้ไขในร่าง พ.ร.บ. สสส. ที่ “อนุทิน” ลงนามนำเสนอ จะพบข้อความสำคัญ ที่ต้องการให้ ร่างแก้ไขใช้บังคับทันที ในวันที่ 1 ตุลาคม 2570 เท่ากับว่า ในปีงบประมาณ 2571 เงินสนับสนุนของ “สสส.” ต้องเข้าสู่กระบวนการงบประมาณ
ขณะที่ การแก้ไขกฎหมายอีก 3 ฉบับที่มีเนื้อหาเช่นเดียวกัน เชื่อว่าจะเป็นไปตามไทม์ไลน์ และเวลาที่ใกล้เคียงกัน
ทว่าในการรับฟังความเห็นของ สภาฯ แม้เป็นเบื้องต้น แต่คือทิศทางที่สะท้อนให้เห็นว่า “คนส่วนใหญ่” ยังไม่สนับสนุน “พรรคภูมิใจไทย” แบบ 100% เพราะกังวลใจต่อการแทรกแซงการทำงานของ “ฝ่ายการเมือง” และอาจไม่เป็นไปเพื่อ “รักษาวินัยการเงินการคลัง” ของรัฐตามที่ระบุในเหตุผล เพราะเมื่อช่องถูกเปิด อาจทำให้ “นักการเมือง” ล้วงลูกละเลงงบประมาณได้
กมธ.ปราบโกงจ่อเรียกถก สตง.-สรรพสามิต สอบการใช้เงินบำรุง
ดังนั้นในความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทย จึงต้องการหาแรงสนับสนุน ล่าสุด ใน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาฯ ที่มี “อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ” สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกมธ. ได้นัดประชุมในสัปดาห์หน้า โดยกำหนดวาระพิจารณา “ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ” ของ สสส. และ ไทยพีบีเอส โดยเชิญ “ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน” และ “อธิบดีกรมสรรพสามิต” เข้าชี้แจง
สำหรับเหตุผลตั้งต้น ที่ “กมธ.ปราบโกง” ต้องยกเรื่องนี้มาพิจารณา “อาสพลธ์” บอกว่า เพราะมีข่าวว่า “สตง.” ตรวจพบการทุจริตใน “ไทยพีบีเอส” จึงต้องเชิญหน่วยงานมาชี้แจง ขณะที่ “กรมสรรพสามิต” ต้องการทราบว่า หากไม่นำภาษี 1.5% ไปสนับสนุน รายได้จะเป็นของรัฐหรือไม่ ส่วนการใช้เงินไม่เหมาะสม ไม่มีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับเอกชน เป็นส่วนต่อไปที่ต้องตรวจสอบ และเตรียมเชิญหน่วยงานให้มาชี้แจง โดยเฉพาะประเด็นการเลือกจ้างแบบเจาะจง และสิ่งที่ต้องการรู้คือ หาก รายได้ลดลง เพื่อให้แข่งขันที่เป็นธรรมกับเอกชน จะเป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งกมธ.จะทำเป็นข้อเสนอเพื่อให้ปรับปรุงการทำงาน
“เราไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงความเป็นอิสระของสื่อ เพราะโดยหลักนั้นทำไม่ได้ แต่วันนี้หากได้งบ มีรายได้จากค่าเช่าสัญญาณต่างๆ ปีละกว่า 2,000 ล้านบาท แต่ประสิทธิภาพออกมาได้แค่นี้ ย่อมถูกสงสัยในแง่การบริหารค่าใช้จ่าย และที่สำคัญสิ่งไหนที่เป็นครหาต้องแก้ไข เปลี่ยนแปลง” ประธานกมธ.ปราบโกง ระบุ
ขณะที่รายละเอียดในชั้นตรวจสอบ “อาสพลธ์” ยอมรับว่า จะนำไปประกอบกับร่างกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ ส่วนจะแปลงเป็นแรงหนุนจาก “สส.พรรคอื่น” ที่ร่วมเป็น กมธ.หรือไม่ ต้องติดตาม ทั้งนี้หลายเรื่องที่ กมธ.ยกเคสตรวจสอบ พบว่า สส.ฝ่ายค้านนำไปใช้ประโยชน์หลายเรื่อง เช่น กรณีเรียกรับเงินเข้าเรียนหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น
ส่วนคำถามใหญ่ที่ว่า เมื่อเปลี่ยนแหล่งของงบประมาณที่สนับสนุนแล้ว จะทำให้ความเป็นกลางลดลงหรือไม่ “อาสพลธ์” มองว่า อาจลดลง เพราะถูกควบคุมโดยรัฐบาลจากการทำคำของบประมาณ แต่ใช่ว่าความอิสระจะหายไป และในอีกมิติหนึ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือ ประสิทธิภาพของการทำงานต้องดูดีขึ้น และการถูกตรวจสอบการใช้งบประมาณ
จับตา “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เสถียรภาพสั่นคลอนปมแก้กฎหมาย
จากนี้ไปต้องจับตา ว่า เมื่อร่างแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อเปลี่ยนเงินอุดหนุน จาก ภาษีบาป ไปใช้เป็นงบประมาณประจำปี เข้าสู่สภาฯ แล้ว จะกลายเป็นหนุนเสริมความมั่นคง หรือ เป็นจุดเสี่ยง ของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เหมือนครั้งที่เคยเกิดขึ้นใน รัฐบาลยุค “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อปี 2548 ที่กล่าวหาว่าแทรกแซงสื่อมวลชน จนนำไปสู่การชุมนุมเพื่อล้มรัฐบาล
แม้บริบททางการเมือง ปี 2548 กับ ปี 2569 จะแตกต่างกัน ทว่า “รัฐบาล-อนุทิน” กำลังเผชิญแรงเสียดทานหลายด้าน หากผสมเรื่อง “สสส.-ไทยพีบีเอส” เข้าไปด้วย เสถียรภาพที่คิดว่ามั่นคง อาจถูกสั่นคลอนได้