นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทย นำเข้าพลังงานในปริมาณสูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งน้ำมันดิบที่สั่งซื้อจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นหลัก รวมถึงก๊าซธรรมชาติ ซึ่งในสถานการณ์ที่ภาวะสงครามในต่างประเทศยังไม่สิ้นสุด การที่ไทยต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอกในระดับสูง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทำให้ประเทศเผชิญภาวะขาดดุลการค้าสูงมากอย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลมองว่า การแก้ปัญหาแบบเดิมไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืน หนทางแก้ไขที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงคือการที่ประเทศไทยต้องหันมาพึ่งพาตนเอง ด้วยการใช้ผลผลิตทางการเกษตรที่คนไทยปลูกและแปรรูปได้เองภายในประเทศ ได้แก่ การผลิตเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง รวมถึงการนำน้ำมันปาล์มมาผลิตไบโอดีเซล จะช่วยตัดวงจรการพึ่งพา และลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) ที่จะเข้ามาลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้าอีกทางหนึ่ง
สำหรับประเด็นที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้สินติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท และมีข้อเสนอขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาค้ำประกันเงินกู้เพิ่มเติมนั้น นายเอกนิติ ชี้แจงว่า จะต้องมีการหารือและประสานงานร่วมกับกระทรวงพลังงานอย่างใกล้ชิด โดยประเทศไทยมีกลไกดูแลประชาชนหลายด้าน ทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิต แต่ท้ายที่สุดแล้วทั้งการลดภาษีสรรพสามิตและการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปรียบเสมือน "กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา" ของรัฐบาล
"ไม่ว่าจะลดภาษีสรรพสามิตหรือใช้กองทุนน้ำมัน วันนี้ประเทศไทยเราขาดดุลการคลังอยู่ การลดภาษีสรรพสามิต ก็ทำให้ขาดดุลมากขึ้น รายได้ก็หายไป รัฐก็ต้องกู้เงินมากขึ้น แต่วันนี้เรามองว่าการนำเงินกู้มาให้กับประชาชนโดยตรงมันตรงเป้ามากกว่า นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการสนับสนุนโซลาร์ภาคประชาชน" นายเอกนิติ กล่าว