เนชั่นทีวี

ข่าว

"ทวี สอดส่อง" เดือดซัด "มติ กกต." ต้องไม่ใหญ่กว่า "รัฐธรรมนูญ" ปม "ฮั้ว สว." ลั่นกันเป็นพยานได้ แต่กันความจริง-อำนาจศาลไม่ได้!

18 ก.ย. 2569 | natthanan_chu

"ทวี สอดส่อง" เดือดซัด "มติ กกต." ต้องไม่ใหญ่กว่า "รัฐธรรมนูญ" ปม "ฮั้ว สว." ลั่นกันเป็นพยานได้ แต่กันความจริง-อำนาจศาลไม่ได้!

"ทวี สอดส่อง" เดือดซัด "มติ กกต." ต้องไม่ใหญ่กว่า "รัฐธรรมนูญ" ปม "ฮั้ว สว." ลั่นกันเป็นพยานได้ แต่กันความจริง-อำนาจศาลไม่ได้! ย้ำหลักฐานชัด สว. สองรายเอี่ยวโพยฮั้วต้องส่งศาลฎีกา

"ทวี สอดส่อง" เดือดซัด "มติ กกต." ต้องไม่ใหญ่กว่า "รัฐธรรมนูญ" ปม "ฮั้ว สว." ลั่นกันเป็นพยานได้ แต่กันความจริง-อำนาจศาลไม่ได้! ย้ำหลักฐานชัด สว. สองรายเอี่ยวโพยฮั้วต้องส่งศาลฎีกา

KEY

POINTS

  • พ.ต.อ.ทวี ซัดมติ กกต. ปมฮั้ว สว.: ชี้มติ กกต. ต้องไม่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญและอำนาจศาลฎีกา
  • กันเป็นพยานได้แต่กันความจริงไม่ได้: ย้ำหลักฐานชัด สว. สองรายเอี่ยวโพยฮั้วต้องส่งศาลฎีกา
  • เตือนมติ 5 ต่อ 2 ต้องอยู่ใต้กฎหมาย: คดีอาญาระงับได้แต่ลบล้างข้อเท็จจริงและอำนาจไต่สวนไม่ได้

จากกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดฉากปะทะทางความคิดครั้งใหญ่ หลัง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. นำทีมเสียงข้างมากชี้ขาดมติยกคำร้องคดี ฮั้วเลือก สว. ขณะที่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย ออกหน้าโต้แย้ง 4 ประเด็นร้อน ทั้งเรื่อง โพยล็อกเบอร์ พยานกลับคำ และการสั่งระงับสอบเส้นทางการเงิน การเผชิญหน้าของสองอดีตบิ๊กตุลาการครั้งนี้ กำลังเขย่าความน่าเชื่อถือองค์กรอิสระ และเสี่ยงโดนหลากพรรคการเมืองยื่นฟ้องเอาผิดตามมาตรา 157 จนเป็นกระแสดัง

 

18 กันยายน 2569 ล่าสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก Tawee Sodsong - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ระบุว่า 

 

"ทวี สอดส่อง" เดือดซัด "มติ กกต." ต้องไม่ใหญ่กว่า "รัฐธรรมนูญ" ปม "ฮั้ว สว." ลั่นกันเป็นพยานได้ แต่กันความจริง-อำนาจศาลไม่ได้!

 

มติ กกต. ต้องไม่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ “มติจบ แต่เรื่องยังไม่จบ”

 

กันผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิดไว้เป็นพยานในคดีอาญาได้ แต่กันออกจากอำนาจศาลฎีกาไม่ได้

 

ภายหลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ให้ยกข้อกล่าวหาในคดีที่เรียกว่า “คดีฮั้ว สว.” แม้มติของ กกต. จะจบ แต่เรื่องยังไม่จบ

 

โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่หนึ่ง “กรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำการโดยวิธีใด ๆ เพื่อช่วยให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครรายใดไม่ได้รับเลือก” และข้อกล่าวหาที่สอง “ผู้สมัครซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ยินยอมให้บุคคลทางการเมืองดังกล่าวช่วยเหลือเพื่อให้ตนได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา” กกต. มีมติยกข้อกล่าวหาทั้งหมด 

 

จึงเกิดคำถามสำคัญว่า มติดังกล่าวธำรงไว้ซึ่งความสูงสุดของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขอยกตัวอย่างสำคัญคือกรณีที่ กกต. มีมติกันสมาชิกวุฒิสภา 2 คน ได้แก่ พยานรหัส 21/26 และพยานรหัส 22/26 ไว้เป็นพยาน

 

พยานรหัส 21/26 เป็นผู้สมัครกลุ่มที่ 3 กลุ่มการศึกษา หมายเลข 150 ได้ 30 คะแนนในรอบเลือกกันเอง และ 69 คะแนนในรอบเลือกไขว้ เป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม

 

ผลการตรวจสอบพบการลงคะแนนชุดหมายเลขเดียวกันเรียงตรงกันทั้ง 10 หมายเลข จำนวน 16 ใบ โดยมีหมายเลข 150 รวมอยู่ด้วย

 

ตามบันทึกการไต่สวนที่เผยแพร่ พยานให้ถ้อยคำว่า หมายเลขของตนถูกบรรจุไว้ในโพยทั้งรอบเลือกกันเองและรอบเลือกไขว้ และเข้าใจว่าคะแนนสูงสุดที่ได้รับมาจาก “โพยฮั้วหรือเลขชุด” ซึ่งจัดทำขึ้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตหันตรา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

พยานรหัส 22/26 เป็นผู้สมัครกลุ่มที่ 19 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ หมายเลข 5 ได้ 39 คะแนนในรอบเลือกกันเอง และ 70 คะแนนในรอบเลือกไขว้ เป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม

 

ผลการตรวจสอบพบการลงคะแนนชุดหมายเลขเดียวกันเรียงตรงกันทั้ง 10 หมายเลข จำนวน 19 ใบ โดยมีหมายเลข 5 รวมอยู่ด้วย

 

ตามเอกสารที่เผยแพร่ทางสื่อ พยานให้ถ้อยคำว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ได้เข้าร่วมประชุมกับผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศประมาณ 30 กว่าคน ณ โรงแรมแคนทารี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีการอธิบายวิธีลงคะแนนและแจกเอกสารแนะนำตัว สว.3 ซึ่งกรอกหมายเลขไว้ล่วงหน้า

 

แม้พยานระบุว่าไม่ได้ร่วมจัดทำโพย แต่ยอมรับว่าหมายเลขของตนอยู่ในเลขชุด และเข้าใจว่าคะแนนจำนวนมากที่ได้รับมาจาก “โพยฮั้วหรือเลขชุดที่จัดทำขึ้น”

 

ถ้อยคำของพยานทั้งสองจึงเชื่อมโยงตนเองกับโพยหรือเลขชุด และอธิบายที่มาของคะแนนโดยตรง เมื่อประกอบกับผลคะแนนและรูปแบบการลงคะแนนที่ตรงกัน จึงมิใช่ข้อสงสัยลอยๆ

 

มาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดให้ กกต. กัน “บุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด” ไว้เป็นพยานได้ เมื่อข้อมูล การชี้เบาะแส หรือคำให้การของบุคคลนั้นเป็นประโยชน์ต่อการพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำผิดคนอื่นที่เป็นตัวการสำคัญ และสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยการกระทำความผิดได้

 

มติที่กันบุคคลทั้งสองไว้เป็นพยานจึงสะท้อนว่า กกต. เห็นว่าบุคคลทั้งสองเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด และยังมีผู้กระทำผิดคนอื่นที่เป็น “ตัวการสำคัญ” ซึ่งต้องพิสูจน์ต่อไป

 

หากข้อกล่าวหาเรื่องการจัดตั้งขบวนการ การจัดทำโพยหรือเลขชุด และการกำหนดการลงคะแนนไว้ล่วงหน้าพิสูจน์ได้ ย่อมมิใช่เพียงการทุจริตเพื่อให้บุคคลสองคนได้รับเลือก แต่เป็นการกระทำอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมที่มุ่งยึดกุมและบิดเบือนกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภา กระทบต่ออำนาจอธิปไตยฝ่ายนิติบัญญัติ อันเป็นอำนาจหลักของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

ผลของการกันเป็นพยานตามมาตรา 65 มีเพียงว่า “ให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาเป็นอันระงับไป” มิได้ทำให้ข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานระงับไปด้วย และมิได้ยกเว้นบุคคลนั้นจากการตรวจสอบว่าได้รับเลือกมาโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่

 

รัฐธรรมนูญมาตรา 226 ประกอบมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดว่า เมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลไต่สวนและวินิจฉัยว่าจะเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งหรือไม่

 

เมื่อ กกต. มีมติกันสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองคนไว้เป็นพยาน ประกอบกับถ้อยคำรับข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงตนเองกับโพยหรือเลขชุด (อันมีลักษณะเป็นการรับสารภาพถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องในข้อเท็จจริงสำคัญ) และผลคะแนนซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการลงคะแนน พยานหลักฐานโดยรวมย่อมมีน้ำหนักอย่างน้อยถึงระดับ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”

 

กกต. จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองคนด้วย เพราะ กกต. กันบุคคลไว้เป็นพยานในคดีอาญาได้ แต่ไม่มีอำนาจกันความจริง กันพยานหลักฐาน หรือกันบุคคลนั้นออกจากอำนาจไต่สวนของศาลฎีกา

กันเป็นพยานได้ แต่กันความจริงไม่ได้
กันคดีอาญาได้ แต่กันอำนาจศาลฎีกาไม่ได้
มติ กกต. 5 ต่อ 2 ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ
 

ข่าวล่าสุด