พาดพิง ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.ภูมิใจไทย
นายชยพล กล่าวด้วยว่า จะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นภาพของเครือข่ายหัวใจคนใกล้ชิดและลูกเทพของพรรคภูมิใจไทย ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีส่วนร่วมขบวนการแผ่ขยายระบอบสีน้ำเงินผ่านการฮั้ว สว. หากได้ติดตามข่าวเปิดโปงเครือข่ายฮั้ว สว. จะได้ยินชื่อ น.ส.รัตนา หรือน้อย ถูกตรวจสอบบันทึกการโทรศัพท์ระหว่างที่มีการเลือก สว. กับ ผู้สมัคร สว.19 คน ช่วง มิ.ย. - ก.ย. 67 ประมาณ 80 วัน จำนวน 62 สาย ซึ่งเขาเป็นใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. และเป็นอะไรกับ พรรคภูมิใจไทย
นายชยพล กล่าวอีกว่า จากการให้ปากคำของ นายเอกราช ช่างเหลา ได้มีการให้ปากคำถึงขบวนการฮั้ว สว.ว่ามีการไปรับเงินที่ชั้น 4 ห้องประชุมพรรคภูมิใจไทย จาก น.ส.รัตนา ซึ่งเป็นคนคอยเช็กตรวจสอบให้ทุกคนลงลายมือชื่อ ก่อนที่จะรับเงิน ซึ่ง น.ส.รัตนา ต้องเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจถึงรับมอบหมายให้มอบเงินกับคนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการ สำหรับ 19 คนที่มีการติดต่อกับ น.ส.รัตนา มี 6 คน ที่มีมติ กกต. ส่งฟ้องศาลฎีกา และมี 13 คนที่ไม่ถูกฟ้อง โดย น.ส.รัตนา มีตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
อย่างไรก็ตาม นายชยพล ได้มีการเปิดสไลด์ ปรากฏภาพ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และกล่าวว่า ดังนั้น ต้องมีคนที่ออกมารับหน้า เสนอหน้าออกมาปกป้องบรรดาลูกเทพทั้งหลาย ซึ่งคนที่ออกมาบ่อยครั้งคือ นายศุภชัย ฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย อยากตั้งคำถามถึงการวินิจฉัยของ กกต. ซึ่งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. ได้รับหน้าที่แทนในการประสานเครือข่ายผู้สมัคร สว. หรือบุคคลนี้เป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของพรรคกันแน่ ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับเครือข่ายผู้สมัคร สว.
โดยช่วงหนึ่ง นายชยพล มีการเปิดภาพหลักฐาน เป็นภาพโต๊ะทำงานของ น.ส.รัตนา เซ็นเอกสารธุรการที่เยอะจนน่าแปลกใจ ใบปลิว เสื้อของพรรคหลายรูปแบบ พื้นที่นี้ไม่ใช่ออฟฟิศ สส.คนไหน โดยมีถุงยาของโรงพยาบาลวิภาวดี เป็นโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ของสำนักงานใหญ่พรรคนี้
นอกจากนี้ ยังได้เปิดภาพที่ทำการพรรคภูมิใจไทยชั้น 4 มีการถ่ายทำโดยยูทูบเบอร์รายหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พาพิธีกรพายูทูบเบอร์รายดังกล่าวเดินทัวร์ มีการแพลนภาพไปเห็นโต๊ะทำงานของ น.ส.รัตนา และหากดูผังแต่ละชั้นของพรรคภูมิใจไทย จะเห็นว่าการทำงานของ น.ส.รัตนา อยู่ที่ชั้น 4 ตรงตามคำให้การของนายเอกราช พร้อมกล่าวว่า สำนักงานนี้คนที่ไม่มีกิจเข้าไม่ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากการจะเข้าพื้นที่สำนักงาน ต้องมีการสแกนหน้ายืนยันว่าเป็นบุคลากรของพรรค
ทั้งนี้ หากข้อมูลโต๊ะทำงานยังไม่ชัดเจนพอ น.ส.รัตนา ยังได้โพสต์ภาพที่สนามแข่งรถ ในปี 2563 มีเนื้อหาว่าทำงานอยู่พรรคการเมืองหนึ่งมากว่า 20 ปี มีการรับใช้บ้าน ชช ตั้งแต่ปี 2543 และป้ายห้อยคอยังมีการเขียนชื่อรวมถึงระบุตำแหน่งว่าเป็นเจ้าหน้าที่พรรค ชัดเจนพอหรือไม่ว่าบุคคลดังกล่าวนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ช่วย สส. แต่เป็นพนักงานส่วนกลาง และต้องมีความสำคัญอย่างมากกับกระบวนการฮั้ว สว. จึงได้ออกมาปกป้องกันขนาดนี้
แฉสายสัมพันธ์ สว.เลย โยงบ้านใหญ่
นายชยพล ยังกล่าวถึงการฮั้ว สว.ในพื้นที่ จ.เลย มีข้อสงสัยว่าเหตุใด กกต. จึงไม่ฉุกคิดว่า มีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นที่ จ.เลย ก่อนหน้านี้มีการวิเคราะห์ข้อมูลว่า มีผู้สมัครยอมพลีชีพ รอบระดับจังหวัดมากถึง 20 คน รอบระดับประเทศ 27 คน เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ สว.ตัวจริง 5 คน มีถึง 4 คนที่ระบุไว้เองในใบสว. 3 อุตสาหกรรมทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมโรงโม่หิน หรืออื่นๆ ที่ใกล้เคียง และ สว.ทั้ง 5 คน ซึ่งบ้านใหญ่ของโรงงานโม่หินนี้คือครอบครัวของ สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นทั้งวิปรัฐบาลและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รวมทั้งมี สว.อีกคนที่เกี่ยวข้องเป็นญาติกับโรงงานดัง 2 แห่ง และ สว.อีกคนเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนของคนในตระกูลเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นลูกจ้างของตระกูลบ้านใหญ่ จ.เลย
นายชยพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สว. อีกหนึ่งคนที่เป็นผู้จัดการบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งพบว่ามีพ่อของ สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นเจ้าของ และ สว.คนสุดท้าย เป็นพนักงานเอกชนมีประสบการณ์ จึงขอตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการคัดกรองผู้สมัคร สว.ของ กกต. ว่ามีคุณภาพหรือไม่ การเขียนบรรทัดเดียวว่าเก๋า ว่า เจ๋ง แล้วเป็น สว.ได้ หรือ กกต. จงใจสมรู้ร่วมคิดปล่อยให้คนแบบนี้หลุดลอดเข้ามา และแม้จะไม่ได้ระบุชื่อบริษัทเอกชนที่ทำงานให้ แต่กลับพบข้อมูลที่มีความเชื่อมโยงกับครอบครัวตระกูลใหญ่ใน จ.เลย ของพรรคภูมิใจไทย
นายชยพล กล่าวอีกว่า ขณะที่ สว.คนสุดท้าย เคยเป็นข้าราชการท้องถิ่นในจังหวัดเลย ก่อนจะมาเป็นสว. ซึ่งตำแหน่งสุดท้าย ผอ.การคลัง ของอบจ. พบว่าเป็นลูกน้องเก่าของ สส.คนดังกล่าว ดังนั้น สรุปว่า สว. ตัวจริง 5 คน มีความเชื่อมโยงกับบ้านใหญ่ทั้งหมด และ ขอถามไปยัง กกต. ว่าเมื่อเห็นหลักฐานชัดยังปล่อยเข้ามาได้ถึง 5 คน ทั้งนี้ ตนไม่แน่ใจว่า กกต. สืบสวนสอบสวน ได้ดีมากขนาดไหน จึงตัดสินใจไม่สั่งฟ้องใครใน จ.เลย
นายชยพล กล่าวด้วยว่า หากสืบค้นข้อมูลจะพบว่ามีความเชื่อมโยงกัน เป็นความพยายามของพรรคการเมืองที่จะใช้เครือข่ายตามจังหวัด ตามบ้านใหญ่ เพื่อจัดตั้งรวบรวมคน สร้างผลประโยชน์จูงใจให้ได้มาซึ่งขบวนการฮั้ว สว. พยายามกินรวบ และสร้างกลไกป้องกันการตรวจสอบ แทรกแซงองค์กรอิสระ เพื่อเป็นเกราะกำบังไม่ให้มีการตรวจสอบ รวมถึงใช้เป็นอาวุธนิติสงครามกับศัตรูทางการเมือง
“เมื่อเห็นข้อมูลเหล่านี้จะเชื่อใจการทำงานของ กกต. ได้อีกหรือไม่ และไว้ใจคำพูดและการกระทำของคนในพรรคได้อีกหรือไม่ ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นนั่งร้านให้กับระบอบสีน้ำเงิน หรือวันนี้ควรถึงแก่เวลาที่จะให้คนกลุ่มนี้สูญพันธุ์ โทษฐานที่ยังนั่งเงียบในวันที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตที่สั่นสะเทือนถึงระบบการปกครองที่ชัดเจน กกต. ทำตัวแบบนี้ จึงต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามเจตจำนงของประชาชนที่ได้ทำประชามติให้เร็วที่สุด เพื่อปฏิรูปองค์กรอิสระ และหยุดยั้งระบอบสีน้ำเงิน เพื่อให้ไม่มีที่อยู่” นายชยพล กล่าว
สส.ภูมิใจไทย พาเหรดประท้วงวุ่น!
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการอภิปรายของนายชยพล มี สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงจำนวนมาก อาทิ นายสยาม เพ็งทอง สส.บึงกาฬ กล่าวว่า เป็นการตั้งคำถามแต่วิธีการเล่าเรื่องทำให้เข้าใจผิด พรรคภูมิใจไทยเสียหาย หากประธานไม่ควบคุมก็จะยิ่งบานปลายไปเรื่อย ด้านนายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร ประท้วงในเรื่องเอารูปบุคคลอื่นขึ้นมาโชว์
นางสาวมัลลิกา กล่าวว่า ประธานไม่อยากเข้มงวดเกินไป การเอ่ยชื่อพรรคภูมิใจไทย ก็ต้องให้ทางพรรคเป็นผู้ประท้วง เมื่อเขาประท้วงแล้วก็ขอให้อย่าเอ่ยถึงอีก เราต้องพูดถึงประเด็นการทำงานของ กกต.
จากนั้น นายชยพล ได้อภิปรายความสัมพันธ์ของ "คุณรัตนา" ที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยต่อ ทำให้นายสยามลุกขึ้นประท้วงอีกครั้งหนึ่งยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการทำงานของ กกต. ซึ่งมีการประท้วงหลายครั้ง โดยนายพริษฐ์ได้ลุกขึ้นมาชี้แจงต่อผู้ประท้วงทุกครั้งและยืนยันว่านี่เป็นการอภิปรายเกี่ยวกับการทำงาน กกต.
“พลพีร์” โต้เดือด รู้เยอะให้ไปสมัคร กกต.
ทำให้นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส. นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลุกขึ้นตอบโต้อย่างดุเดือดในฐานะ สส. ว่า “หน้าที่การตัดสินคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่คนที่นั่งอยู่บนนั้น กระบวนการมันจบไปแล้ว "ที่ท่านไปเดิน เย้ว เย้ว เย้ว ไม่พอหรอกครับ ข้อมูลเดียวกันหมดแล้วครับ ท่านไปเอารูปถ่ายในพรรคผม เจ้าหน้าที่ในพรรคผม มันจงใจอยู่แล้วว่าจะผลักความไม่ดีความผิดปกติมาที่พรรคผม ก็ไม่ว่ากันครับ เขาเรียกผมว่าลูกเทพ ทำอะไรผมก็ผิดหมด มารับตำแหน่งยังผิด พวกท่านลูกธรรมดาทำอะไรไม่ผิดสักอย่างล่ะครับ”
“อะไรที่ทำให้พวกท่านพูดแล้วถูกทุกเรื่องหรือครับ ความรู้ความสามารถถ้าท่านมีเยอะ ท่านเป็นบัญชีรายชื่อออกไปสมัคร กกต. สิครับ ไปตัดสินสิครับ ผมถามจริงวันนี้ท่านพูด ท่านถามสิครับ การบริหารในองค์กรเป็นอย่างไร เรื่องอะไรค้างเท่าไหร่ การใช้งบประมาณ กกต. เป็นอย่างไร พรรคไหนได้เงินบริจาคเยอะสุด เอาเงินไปทำอะไร แต่วันนี้ท่านโยงเรื่องอื่นมันมีประโยชน์อะไรล่ะครับ พวกผมอยากขึ้นประท้วงหรือครับ เพื่อนสมาชิกผมคนไหนผิด กกต. มีเวลาส่งศาลก็ไปศาลกัน ก็เหมือนท่านแหละครับ พวกท่านก็รอขึ้นศาลเหมือนพวกผมแหละครับ ถ้าผิดกันหมดก็ไม่มีใครเหงา ผมก็ไปนั่งเป็นเพื่อนท่านเหมือนกันในคุก แต่วันนี้ผมถามว่ามาพูดเพื่ออะไรไม่มีประโยชน์ วันนี้มาพูดขอพยานหลักฐานและข้อมูลเพิ่มเติม เขาก็ตอบไม่ได้ แล้วท่านจะดันไปตรงไหน" นายพลพีร์กล่าว
นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า อยากประชุมก็ให้ประชุม แต่ท่านก็เอารูปมาเบลอ มันก็รู้อยู่แล้วว่าใคร เอาป้ายพรรคตนขึ้น ตนก็ต้องรักษาบ้านตัวเองเหมือนกันด้วยความเคารพ อยู่ในประเด็นวันนี้ดีกว่า ให้ กกต. ได้รายงานว่าทำอะไร มีคำถามก็ถามไป ท่านไม่พอใจก็ลงไปแถลงข่าวข้างล่างอีกก็ได้ เป็นสิ่งที่ท่านทำเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันไม่มีสาระกับรายงานฉบับนี้เลย สิ่งที่ทำอยู่ไม่ว่าหลักฐานที่มี ไม่ได้ทำให้ท่านชนะเลือกตั้ง แต่พวกตนชนะ ท่านต้องจำเรื่องนี้ไว้ เรื่องนี้ท่านทำมากี่ปีแล้ว