แหล่งข่าวซึ่งเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกา ให้ความเห็นว่า ตามกฎหมาย การที่จะดำเนินคดีกับกรรมการในองค์กรอิสระ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า หากมีการแจ้งความร้องทุกข์กรณีเกี่ยวกับปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระองค์กรใด และไม่ว่าจะไปยื่นคำร้องหรือฟ้องไว้กับหน่วยงานไหน หน่วยงานนั้นต้องส่งเรื่องให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 นับแต่วันที่มีการแจ้งความ ร้องทุกข์ หรือฟ้องร้องกล่าวโทษ
เมื่อ ป.ป.ช.รับเรื่องแล้ว จะพิจารณาระดับความร้ายแรงและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น หากเป็นการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงขององค์กร ทาง ป.ป.ช.ก็จะรับเรื่องไว้ไต่สวนเอง เเต่ถ้าเป็นคดีไม่ร้ายแรง กล่าวหาเจ้าหน้าที่ระดับทั่วไป ทาง ป.ป.ช.อาจมีมติส่งสำนวนกลับมาให้ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือ ตำรวจ ปปป. หรือส่งให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. เป็นผู้ดำเนินการสอบสวนแทนตามกรอบอำนาจ
โดยหน่วยงานเหล่านั้นจะมีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ ป.วิอาญา และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จนเสร็จสิ้น จากนั้นจึงจะทำความเห็นส่งอัยการ และส่งรายงานผลกลับไปให้ ป.ป.ช.ทราบในขั้นตอนสุดท้าย
ผู้พิพากษาในศาลฎีการายนี้ สรุปว่า จากข้อกฎหมายที่ยกมา หมายความว่าการดำเนินคดีกับกรรมการองค์กรอิสระ ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ เป็นอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะทำสำนวน แล้วส่งอัยการสูงสุดเป็นผู้ยื่นฟ้องต่อศาล และหากอัยการสูงสุดไม่ฟ้อง ทางฝ่าย ป.ป.ช.ยังยื่นฟ้องตรงต่อศาลเองได้อีกด้วย นี่คือหลักการปกติตามกฎหมาย และยึดถือเป็นแนวปฏิบัติมาตลอด
ยกมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ราษฎรฟ้ององค์กรอิสระได้
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวท่านนี้ให้ข้อมูลว่า ในระยะหลังจะเห็นว่ามีประชาชนซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรง ยื่นฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้โดยตรง และศาลยังมีคำสั่งประทับรับฟ้องพิจารณาพิพากษาคดีอีกด้วย
บรรทัดฐานตรงนี้ มาจาก คำวินิจฉัย 5673/2562 โดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งวางหลักการสำคัญไว้ว่า การที่กฎหมายกำหนดกระบวนการพิเศษในการดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (เช่น ผ่าน ป.ป.ช. หรืออัยการสูงสุด) เป็นเพียงบทบัญญัติที่ "เพิ่มช่องทาง" มิได้หมายความว่าเป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองตาม ป.วิอาญา มาตรา 28 (2)
ศาลฎีกาได้พิจารณาโครงสร้างของ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคสอง (1) แล้วเห็นว่า บทยกเว้นเรื่องอำนาจในการพิจารณา หมายถึงกรณีที่ ป.ป.ช. หรืออัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องแล้วเท่านั้น แต่หากราษฎรเป็นผู้เสียหายฟ้องเอง สิทธิตาม ป.วิอาญา มาตรา 28 (2) ย่อมนำคดีมาสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้
แหล่งข่าวสรุปว่า ตั้งแต่ “ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา” วางหลักการนี้เอาไว้ เวลามีการยื่นฟ้องโดยตรงจากราษฎร หากศาลตรวจคำฟ้องเเละไต่สวนมูลฟ้องเเล้วพบว่าคดีมีมูล ก็สามารถประทับฟ้อง ดำเนินกระบวนการไต่สวนพิจารณาพิพากษาได้ทันที
พลิกอีก "ประธานศาลอุทธรณ์" วินิจฉัยต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. เท่านั้น
แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ ยังเกิดกรณีพลิกกลับอีกครั้ง เมื่อมีการยื่นฟ้องคณะกรรมการ กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯภาค 4 และศาลอาญาคดีทุจริตฯกลางหลายคดี เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับ เนื่องจากมี คิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง แต่สุดท้ายศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 4 มีคำสั่ง "ไม่รับฟ้อง" เรื่องนี้จึงเข้าสู่การวินิจฉัยเขตอำนาจศาล โดยประธานศาลอุทธรณ์เป็นผู้ชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11
ปรากฏว่า ประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 235 ได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบและดำเนินคดีต่อผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระไว้เป็นการเฉพาะ โดยต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริง หากพบมีมูลความผิดอาญา ให้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
จากคำวินิจฉัยทั้ง 2 ครั้ง จึงเห็นได้ว่า การยื่นฟ้องกรรมการองค์กรอิสระอย่าง กกต. ยังมีความเห็นและบรรทัดฐานที่แตกต่างกัน ระหว่างมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ งานนี้จึงต้องลุ้นระทึกกันต่อไป โดยเฉพาะกรรมการ กกต.บางรายที่มีแนวโน้มถูกฟ้องแน่นอน