เนชั่นทีวี

ข่าว

ฝ่ายค้านลุยฟ้อง กกต.ยังส่อวุ่น เหตุบรรทัดฐานยังไม่นิ่ง “ท่านเปา“ กางคำชี้ขาดประธานศาลอุทธรณ์ ปิดช่องราษฎรยื่นฟ้อง 157 ต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. เท่านั้น

16 ก.ย. 2569 | natthanan_chu

ฝ่ายค้านลุยฟ้อง กกต.ยังส่อวุ่น เหตุบรรทัดฐานยังไม่นิ่ง “ท่านเปา“ กางคำชี้ขาดประธานศาลอุทธรณ์ ปิดช่องราษฎรยื่นฟ้อง 157 ต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. เท่านั้น

ฝ่ายค้านลุยฟ้อง กกต.ยังส่อวุ่น เหตุบรรทัดฐานยังไม่นิ่ง “ท่านเปา“ กางคำชี้ขาดประธานศาลอุทธรณ์ ปิดช่องราษฎรยื่นฟ้อง 157 ต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. เท่านั้น แต่ยังขัดกับมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่เปิดช่องให้ฟ้องตรงได้

ฝ่ายค้านลุยฟ้อง กกต.ยังส่อวุ่น เหตุบรรทัดฐานยังไม่นิ่ง “ท่านเปา“ กางคำชี้ขาดประธานศาลอุทธรณ์ ปิดช่องราษฎรยื่นฟ้อง 157 ต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. เท่านั้น แต่ยังขัดกับมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่เปิดช่องให้ฟ้องตรงได้

KEY

POINTS

  • ฝ่ายค้านจ่อฟ้อง กกต. ปมเสียงข้างมากคดีฮั้ว สว. แต่เผชิญปัญหาบรรทัดฐานกฎหมายที่ยังไม่นิ่ง
  • มติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเปิดช่องให้ราษฎรฟ้องตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้เองโดยไม่ต้องผ่าน ป.ป.ช.
  • คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ชี้ว่าต้องดำเนินการผ่าน ป.ป.ช. เท่านั้น สร้างความลักลั่นในการดำเนินคดี
     

16 กันยายน 2569 ภายหลัง กกต.เสียงข้างมาก “ปล่อยผี” คดีฮั้ว สว. ลงมติส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาแค่ 77 ราย จากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 427 ราย คิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของจำนวนที่ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน (ส่วนกลาง) คณะที่ 26 เสนอให้ส่งศาลฎีกา 229 ราย แถมล่าสุดยังมีปรากฏการณ์ “กกต.เสียงข้างน้อยระเบิดลง” เพราะไม่พอใจการแถลงความเห็นเฉพาะเสียงข้างมากของประธาน กกต. ทั้งๆ ที่ “เสียงข้างน้อย” ก็มีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่า การฮั้ว สว.เกิดขึ้นจริงนั้น 

 

เหล่านี้ทำให้คาดการณ์ได้เลยว่า จะมีคดีฟ้อง กกต. โดยเฉพาะเสียงข้างมาก ทยอยขึ้นสู่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่เรียกว่า “ศาลอาญาทุจริต” จำนวนมากอย่างแน่นอน แต่คำถามคือ คดีลักษณะนี้ บุคคลทั่วไปหรือพรรคการเมืองสามารถฟ้อง กกต. เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ โดยเป็นการ “ฟ้องตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ” ได้เลยหรือไม่ 

 

ฝ่ายค้านลุยฟ้อง กกต.ยังส่อวุ่น เหตุบรรทัดฐานยังไม่นิ่ง “ท่านเปา“ กางคำชี้ขาดประธานศาลอุทธรณ์ ปิดช่องราษฎรยื่นฟ้อง 157 ต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. เท่านั้น

กกต.เสียงข้างมากแถลง คดี ฮั้ว สว. ลงมติส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาแค่ 77 ราย

 

แหล่งข่าวซึ่งเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกา ให้ความเห็นว่า ตามกฎหมาย การที่จะดำเนินคดีกับกรรมการในองค์กรอิสระ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า หากมีการแจ้งความร้องทุกข์กรณีเกี่ยวกับปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระองค์กรใด และไม่ว่าจะไปยื่นคำร้องหรือฟ้องไว้กับหน่วยงานไหน หน่วยงานนั้นต้องส่งเรื่องให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 นับแต่วันที่มีการแจ้งความ ร้องทุกข์ หรือฟ้องร้องกล่าวโทษ 

 

เมื่อ ป.ป.ช.รับเรื่องแล้ว จะพิจารณาระดับความร้ายแรงและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น หากเป็นการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงขององค์กร ทาง ป.ป.ช.ก็จะรับเรื่องไว้ไต่สวนเอง เเต่ถ้าเป็นคดีไม่ร้ายแรง กล่าวหาเจ้าหน้าที่ระดับทั่วไป ทาง ป.ป.ช.อาจมีมติส่งสำนวนกลับมาให้ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือ ตำรวจ ปปป. หรือส่งให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. เป็นผู้ดำเนินการสอบสวนแทนตามกรอบอำนาจ  

 

โดยหน่วยงานเหล่านั้นจะมีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ ป.วิอาญา และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จนเสร็จสิ้น จากนั้นจึงจะทำความเห็นส่งอัยการ และส่งรายงานผลกลับไปให้ ป.ป.ช.ทราบในขั้นตอนสุดท้าย


 
ผู้พิพากษาในศาลฎีการายนี้ สรุปว่า จากข้อกฎหมายที่ยกมา หมายความว่าการดำเนินคดีกับกรรมการองค์กรอิสระ ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ เป็นอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะทำสำนวน แล้วส่งอัยการสูงสุดเป็นผู้ยื่นฟ้องต่อศาล และหากอัยการสูงสุดไม่ฟ้อง ทางฝ่าย ป.ป.ช.ยังยื่นฟ้องตรงต่อศาลเองได้อีกด้วย นี่คือหลักการปกติตามกฎหมาย และยึดถือเป็นแนวปฏิบัติมาตลอด

 

ยกมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ราษฎรฟ้ององค์กรอิสระได้

 

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวท่านนี้ให้ข้อมูลว่า ในระยะหลังจะเห็นว่ามีประชาชนซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรง ยื่นฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้โดยตรง และศาลยังมีคำสั่งประทับรับฟ้องพิจารณาพิพากษาคดีอีกด้วย 

 

บรรทัดฐานตรงนี้ มาจาก คำวินิจฉัย 5673/2562 โดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งวางหลักการสำคัญไว้ว่า การที่กฎหมายกำหนดกระบวนการพิเศษในการดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (เช่น ผ่าน ป.ป.ช. หรืออัยการสูงสุด) เป็นเพียงบทบัญญัติที่ "เพิ่มช่องทาง" มิได้หมายความว่าเป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองตาม ป.วิอาญา มาตรา 28 (2) 

 

ศาลฎีกาได้พิจารณาโครงสร้างของ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคสอง (1) แล้วเห็นว่า บทยกเว้นเรื่องอำนาจในการพิจารณา หมายถึงกรณีที่ ป.ป.ช. หรืออัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องแล้วเท่านั้น แต่หากราษฎรเป็นผู้เสียหายฟ้องเอง สิทธิตาม ป.วิอาญา มาตรา 28 (2) ย่อมนำคดีมาสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้

 

แหล่งข่าวสรุปว่า ตั้งแต่ “ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา” วางหลักการนี้เอาไว้ เวลามีการยื่นฟ้องโดยตรงจากราษฎร หากศาลตรวจคำฟ้องเเละไต่สวนมูลฟ้องเเล้วพบว่าคดีมีมูล ก็สามารถประทับฟ้อง ดำเนินกระบวนการไต่สวนพิจารณาพิพากษาได้ทันที

 

พลิกอีก "ประธานศาลอุทธรณ์" วินิจฉัยต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. เท่านั้น

 

แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ ยังเกิดกรณีพลิกกลับอีกครั้ง เมื่อมีการยื่นฟ้องคณะกรรมการ กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯภาค 4 และศาลอาญาคดีทุจริตฯกลางหลายคดี เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับ เนื่องจากมี คิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง แต่สุดท้ายศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 4 มีคำสั่ง "ไม่รับฟ้อง" เรื่องนี้จึงเข้าสู่การวินิจฉัยเขตอำนาจศาล โดยประธานศาลอุทธรณ์​เป็นผู้ชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11 

 

ปรากฏว่า ประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 235 ได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบและดำเนินคดีต่อผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระไว้เป็นการเฉพาะ โดยต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริง หากพบมีมูลความผิดอาญา ให้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

จากคำวินิจฉัยทั้ง 2 ครั้ง จึงเห็นได้ว่า การยื่นฟ้องกรรมการองค์กรอิสระอย่าง กกต. ยังมีความเห็นและบรรทัดฐานที่แตกต่างกัน ระหว่างมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ งานนี้จึงต้องลุ้นระทึกกันต่อไป โดยเฉพาะกรรมการ กกต.บางรายที่มีแนวโน้มถูกฟ้องแน่นอน


 

ข่าวล่าสุด