เนชั่นทีวี

ข่าว

"กกต." มติฟ้องศาลฎีกา-ดำเนินคดีอาญา 77 ราย "คดีฮั้ว สว."

14 ก.ย. 2569 | titayu_pur

"กกต." มติฟ้องศาลฎีกา-ดำเนินคดีอาญา 77 ราย "คดีฮั้ว สว."

"กกต." มีมติส่งศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ พร้อมดำเนินคดีอาญา 77 ราย "คดีฮั้ว สว." หลังสืบสวนพบขบวนการจัดตั้งเครือข่ายฮั้วเลือก สว. ฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

"กกต." มีมติส่งศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ พร้อมดำเนินคดีอาญา 77 ราย "คดีฮั้ว สว." หลังสืบสวนพบขบวนการจัดตั้งเครือข่ายฮั้วเลือก สว. ฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

KEY

POINTS

  • มติฟัน 77 ราย: กกต. มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิและสั่งดำเนินคดีอาญาผู้เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. รวม 77 รายหลังสืบสวนพบหลักฐานชัดเจนว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายทุจริตและส่อฮั้วลงคะแนน
  • พฤติการณ์ฮั้วเลือกตั้ง: ผลการไต่สวนพบการจัดตั้งเครือข่ายส่งคนสมัคร สว. เพื่อบล็อกโหวตและเอื้อประโยชน์ในการเลือกกันเองเข้าข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
  • ย้อนรอยกระบวนการ: เป็นการขยายผลสืบสวนจากการเลือก สว. ปี 2567 ที่ผ่านกระบวนการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศจนนำมาสู่การลงมติฟันความผิดย้อนหลังอย่างเด็ดขาดของ กกต. ในครั้งนี้

14 กันยายน 2569 กกต.มีมติส่งศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิ พร้อมดำเนินคดีอาญา 77 ราย คดีฮั้ว สว.หลังสืบสวนพบขบวนการจัดตั้งเครือข่ายฮั้วเลือก สว. ฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

 

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ออกเอกสารเผยแพร่มติ การพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือก สว. หรือคดี ฮั้ว สว.  โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

 

1. การจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาด้วยมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567

 

มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 และ กกต. ได้กำหนดวันรับสมัคร และกำหนดวันเลือก สว. จำนวน 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ โดยเปิดรับสมัครระหว่างวันที่20 - 24 พฤษภาคม 2567


 

สำหรับการเลือก สว. ครั้งนี้ ใช้ระบบ “เลือกกันเอง” โดยแบ่งผู้สมัครออกเป็น 20 กลุ่ม ตามลักษณะอาชีพและประสบการณ์ ผู้สมัครจะต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งตามลำดับตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ


ระดับอำเภอ กำหนดเลือกในวันที่ 9 มิถุนายน 2567 ผู้สมัครที่ได้รับเลือกในระดับอำเภอ จะเข้าสู่กระบวนการเลือกในระดับจังหวัด

 

ระดับจังหวัด กำหนดเลือกในวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ผู้สมัครที่ได้รับเลือกในระดับจังหวัด จะเข้าสู่กระบวนการเลือกระดับประเทศ

 

ระดับประเทศ กำหนดเลือกในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย ผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัดจากทั่วประเทศจะเข้าสู่กระบวนการเลือกกันเอง เพื่อคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 200 คน จาก 20 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน พร้อมจัดทำบัญชีสำรอง จาก 20 กลุ่มกลุ่มละ 5 คน และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศรับรองผลการเลือก สว. เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567

 

"กกต." มติฟ้องศาลฎีกา-ดำเนินคดีอาญา 77 ราย "คดีฮั้ว สว."

2. สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

 

เป็นกรณีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณากรณีการเลือกสว. ระดับประเทศ สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจ้งผลการสืบสวน ตามหนังสือลับด่วนที่สุด ที่ ยธ 0824/0050 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งปรากฏข้อมูลและพยานหลักฐานเกี่ยวกับการจัดตั้งเครือข่ายบุคคลเพื่อดำเนินการเลือก สว. ในลักษณะที่อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

 

ผลการสืบสวนปรากฏพฤติการณ์สำคัญว่า มีการจัดกลุ่มผู้สมัครและกำหนดค่าตอบแทนในแต่ละระดับมีการนัดหมายผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศเพื่อจัดทำโพยการเลือก รวมทั้งมีการจ่ายเงินมัดจำและจัดเตรียมการเดินทางไปยังสถานที่เลือก สว. โดยผลการเลือกในรอบเช้าและรอบไขว้ปรากฏว่าเป็นไปตามโพยดังกล่าว

 

คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลและพยานหลักฐานที่ได้รับจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถือเป็นข้อมูลหรือเบาะแสจากหน่วยงานอื่นของรัฐตามข้อ 30 (2)ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาดพ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมีข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาสั่งให้ดำเนินการไต่สวน กรณีอาจมีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 มาตรา 77 (1) มาตรา 79 และมาตรา 81

 

ดังนั้น ในการประชุมครั้งที่ 26/2568 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีมติให้ดำเนินการไต่สวนกรณีดังกล่าว เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ปรากฏโดยชัดเจนต่อไป

 

3. สรุประยะเวลาการจัดทำสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

 

โดยมี ไทม์ไลน์ จากวันเลือก สว. ระดับประเทศ สู่การลงมติชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดังนี้

 

การดำเนินการไต่สวน กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ

 

• 3 กุมภาพันธ์ 2568 DSI ส่งเรื่องการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว.

• 18 มีนาคม 2568 กกต. มีมติสั่งให้ดำเนินการไต่สวน กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือความปรากฏ (จากรายงานของ DSI)

• 19 มีนาคม 2568 กกต. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26 เพื่อดำเนินการไต่สวนการเลือก สว.

 

• กรกฎาคม 2567 - มีนาคม 2568 มีเรื่องคัดค้านการเลือก สว. จำนวน619 เรื่อง และ กกต. วินิจฉัยแล้ว จำนวน 597 เรื่อง

และมีการดำเนินการพิจารณาผู้สมัครเป็น สว. ที่ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้าม จำนวน 1,767 ราย

 

• 15 กันยายน 2568 รองเลขาธิการ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ กกต.จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเพื่อเสนอ

คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง (อาศัยอำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 78 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนการไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)

 

• 16 กันยายน 2568 กกต. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อพิจารณาสำนวน

การไต่สวน และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (อาศัยอำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 74 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนการไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)

 

• 26 กุมภาพันธ์ 2569 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเสนอ กกต. (อาศัยอำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 79 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนการไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)

 

• 30 มีนาคม 2569 - ประธานกรรมการการเลือกตั้ง สั่งนำเข้าที่ประชุม กกต.

 

- กระบวนการเตรียมเอกสาร/สำเนาเอกสาร/พิจารณาและตรวจสอบรายงานสำนวนการไต่สวนในเบื้องต้นของ กกต. (สำนวน มีเอกสารทั้งสิ้น 75,722 หน้า)

 

• 8 มิถุนายน 2569 – 28 สิงหาคม 2569 กกต. เริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสำนวน (รวม 11 ครั้ง)

 

• 14 กันยายน 2569 กกต. พิจารณาลงมติ

 

4. สรุปมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง

 

พิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติดังนี้

 

4.1 ผู้ร้อง จำนวน 67 คน

4.2 ผู้ถูกร้อง จำนวน 427 คน

4.3 สำนวนมีเอกสาร จำนวน 75,722 หน้า

4.4 สรุป กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา จำนวน 77 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

(1)สมาชิกวุฒิสภา (สว.)(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน

(2)สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง(อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน - คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว.(ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) – (2)) จำนวน 36 คน

(4)กรรมการบริหารพรรค / สส. /ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน - คน

(5) บุคคลอื่น จำนวน 15 คน

 

5. ข้อกล่าวหา มีทั้งหมด 7 ข้อกล่าวหา ดังนี้

 

5.1 ข้อกล่าวหาที่ 1 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมืองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดกระทำการโดยวิธีใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก”

 

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 –200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น

 

กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา มีจำนวนทั้งสิ้น - คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

(1) กรรมการบริหารพรรค / สส. /ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน - คน

(2) บุคคลอื่น จำนวน - คน

 

5.2 ข้อกล่าวหาที่ 2 มาตรา 76 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “ผู้สมัครใดยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา”

 

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 –200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น

 

กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา มีจำนวนทั้งสิ้น - คน โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

 

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน - คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง (อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน - คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว. (ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) – (2)) จำนวน - คน

 

5.3 ข้อกล่าวหาที่ 3 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “แนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด” อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561)

 

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี

 

กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา มีจำนวนทั้งสิ้น 36 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

 

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง(อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน - คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว.(ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) – (2)) จำนวน 1 คน

(4) กรรมการบริหารพรรค / สส. /ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน - คน

(5) บุคคลอื่น จำนวน 9 คน

 

5.4 ข้อกล่าวหาที่ 4 – 7

 

ข้อกล่าวหาที่ 4 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “จัด ทำให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด”

 

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 –200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี และให้ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้

 

ข้อกล่าวหาที่ 5 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด”

 

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 –200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

 

ข้อกล่าวหาที่ 6 มาตรา 79 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. 2561 “เรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครรับเลือกหรือไม่ลงสมัครรับเลือกเพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครผู้ใด”

 

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 –200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

 

ข้อกล่าวหาที่ 7 มาตรา 81 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. 2561 “เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด”

 

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี

 

กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา

 

ข้อกล่าวหาที่ 4 - 7 มีจำนวนทั้งสิ้น 77 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง(อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน - คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว.(ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) – (2)) จำนวน 36 คน

(4) สส. / ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน - คน

(5) บุคคลอื่น จำนวน 15 คน

 

6. กกต. มีมติวินิจฉัยสำนวนการไต่สวนการเลือก สว. แล้ว ต้องดำเนินการ ดังนี้

 

6.1 กกต. จัดทำคำวินิจฉัยสำนวนการเลือก สว. ภายใน 60 วัน

6.2 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ภายใน 60 วัน

6.3 ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าเป็น สว. ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา

6.4 ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่ามีการกระทำความผิด ให้สมาชิกภาพ สว. ผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่

 

7. การดำเนินการกรณีตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลง

 

กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลมีผลให้ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลง ให้ดำเนินการตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ดังนี้

 

7.1 ในกรณีที่ตำแหน่ง สว. กลุ่มใดมีไม่ครบจำนวน ไม่ว่าเพราะเหตุตำแหน่งว่างลง หรือด้วยเหตุอื่นใดอันมิใช่เพราะเหตุถึงคราวออกตามอายุของวุฒิสภา ให้ประธานวุฒิสภาประกาศในราชกิจจานุเบกษาเลื่อนบุคคลในบัญชีสำรองของกลุ่มนั้นขึ้นดำรงตำแหน่ง สว. แทนตามลำดับ และให้ผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่ ในระหว่างที่บุคคลดังกล่าวยังมิได้เข้ารับตำแหน่ง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่

 

7.2 กรณีที่ต้องเลื่อนบุคคลในบัญชีสำรองของกลุ่มใดขึ้นดำรงตำแหน่ง สว. แทน แต่ไม่มีบุคคลในบัญชีสำรองของกลุ่มนั้นเหลืออยู่ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้ประธานวุฒิสภาจับสลากว่าจะเลื่อนบุคคลในบัญชีสำรองในกลุ่มอื่นใดที่ยังมีผู้อยู่ในบัญชีสำรองเหลืออยู่ แล้วดำเนินการเลื่อนบุคคลนั้น ขึ้นดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่ง การจับสลากดังกล่าวให้มีผลเฉพาะการเลื่อนครั้งนั้น

 

7.3 กรณีที่ทุกกลุ่มไม่มีรายชื่อบุคคลในบัญชีสำรองเหลืออยู่สำหรับการเลื่อนบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งให้วุฒิสภาประกอบด้วย สว. เท่าที่มีอยู่ แต่ในกรณีที่มี สว. เหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวน สว. ทั้งหมด และอายุของวุฒิสภาเหลืออยู่เกินหนึ่งปีให้ดำเนินการเลือก สว.ขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 60 วันนับแต่วันที่วุฒิสภามีสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ในกรณีเช่นว่านี้ให้ผู้ได้รับเลือกดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่

 

อ่านรายละเอียดฉบับเต็มที่นี่>>

 

ข่าวล่าสุด