ส่วน ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่แบบ Stand alone ที่เปิดใช้งาน 3 แห่ง กทม.จะเช็กลิสต์ หรือไปตรวจสอบมลพิษทางน้ำเดือนละ 1 ครั้ง ว่ามีการปล่อยของเสียหรือไม่ หรือมีสารพิษหรือไม่ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับประชาชน รวมถึงทางอากาศจะมีการตรวจฝุ่นละออง PM2.5 โดยให้บริษัทติดตั้งเครื่องตรวจเรียลไทม์เพื่อจะได้มอนิเตอร์ตลอด
นอกจากนี้ ตัวคูลลิ่งทาวเวอร์ หรือที่ปล่อยไอน้ำ ในการปล่อยไอน้ำอาจจะมีเชื้อลีจิโอเนล่า ดังนั้นจึงต้องเฝ้าระวังในการตรวจสอบเชื้อตัวนี้ ปีละ 2 ครั้ง และจะต้องไม่พบเชื้อ เพื่อให้มั่น ใจว่าไอน้ำที่ปล่อยออกมาจะไม่กระทบกับประชาชน และจะมอนิเตอร์อุณหภูมิโดยรอบไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่า 2-4 องศา
ขณะที่ มลพิษทางเสียงค่าเฉลี่ยต้องไม่เกิน 70 เดซิเบล สูงสุดไม่เกิน 115 เดซิเบล ซึ่งทั้งหมดนี้เป็น มาตรฐานปกติของการดูแลความเดือดร้อนรำคาญเรื่องเสียง โดยจะต้องไปทำการตรวจสอบให้ครบทั้ง 43 แห่งขนาดเล็กและขนาดใหญ่อีก 3 แห่ง
ด้านการป้องกันอัคคีภัย ต้องมีเครื่องดับเพลิงตามมาตรฐาน และมีจุดติดตั้งครอบคลุม ทั้งนี้ หากมีการขอใบอนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงาน จะต้องตรวจให้เกิดความมั่นใจ หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจะสามารถรับมือได้ รวมถึงให้มีการซ้อมอพยพ เพื่อให้เกิดความมั่นใจเพิ่มเติม
นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า ระหว่างรอมาตรการจากทางคณะกรรมการชุดใหญ่เรื่องผังเมือง คาดว่าจะอีก1 สัปดาห์ คงมีรายละเอียดการควบคุม และเรื่องอื่นๆ กทม. ก็จะมีมาตรการทั้ง 5 ด้าน มาดูแล เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ ซึ่งทางสำนักงานเขตได้ไปตรวจสอบทุกจุด ทั้ง 43 จุด แล้ว ทั้งสถานที่ตั้งและความเดือดร้อนกับประชาชนว่ามีหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่พบเรื่องปัญหาความเดือดร้อนรำคาญ
ส่วนกรณี "พระราม 9" ที่มีน้ำมันรั่วไหลทางกรมควบคุมมลพิษได้เข้าไปทำการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว
นายชัชชาติ ยืนยันว่า กทม.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทุกอย่างจะเป็นการตรวจสอบตามกรอบอำนาจที่มี หากจุดไหนมีปัญหาสามารถแจ้งเข้ามาได้ เพื่อให้ กทม.เข้าไปดูแลพี่น้องประชาชนในช่วงที่รอมาตรการเพิ่มเติมจากทางรัฐบาล และสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง รวมถึงทั้ง 3 แห่งที่เป็นขนาดใหญ่ก็ยังไม่มีผลกระทบอะไรที่ประชาชนร้องเรียนมา
ส่วนหลังจากนี้หากมีการขออนุญาต ก็คงต้องรับไว้ แต่จะชะลอไว้ก่อน เพื่อรอมาตรการที่ชัดเจนของรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ส่วนความกังวลใจเรื่องความร้อนเมืองนั้น นายชัชชาติ ระบุว่า ก็เป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์แบบเอไอ เพราะต้องใช้พลังงานเยอะ ดังนั้นจึงต้องมีตัวคูลลิ่งทาวเวอร์ โดย กทม. จะมอนิเตอร์ว่าอุณหภูมิโดยรอบจะต้องห้ามเกิน 2 องศา ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้โดยทั่วไป
ขณะที่ นายพรพรหม ระบุว่า ที่ผ่านมาเรื่องมลพิษทางเสียงได้รับการร้องเรียนมาหนึ่งครั้ง เนื่องจากมีการไปทดสอบเครื่องปั่นไฟที่จัดไว้ใช้สำรองในช่วงกลางคืน จึงทำให้มีชาวบ้านร้องเรียนมา ดังนั้นการตรวจสอบของ กทม.จะต้องตรวจสอบเรื่องมลพิษทางเสียงเป็นสองระดับคือในสภาวะปกติ 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 70 เดซิเบล และเมื่อมีการทดสอบระบบเครื่องเจนก็จะต้องรายงานมาว่าจะมีการทดสอบในช่วงใด ซึ่งจะต้องไม่เกิน 115 เดซิเบล