นันทนา จี้ กกต. เปิดมติคดีฮั้ว สว. ส่งศาลฎีกาคลายข้อกังขา
14 ก.ย. 2569 | titayu_pur

นันทนา นันทวโรภาส จี้ กกต. เปิดเผยผลมติและรายชื่อ 229 คน คดีฮั้ว สว. พร้อมส่ง ศาลฎีกา วินิจฉัย ล้างข้อสงสัยผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อคืนเสถียรภาพการเมืองไทย
ข่าว
14 ก.ย. 2569 | titayu_pur

นันทนา นันทวโรภาส จี้ กกต. เปิดเผยผลมติและรายชื่อ 229 คน คดีฮั้ว สว. พร้อมส่ง ศาลฎีกา วินิจฉัย ล้างข้อสงสัยผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อคืนเสถียรภาพการเมืองไทย
KEY
POINTS
14 กันยายน 2569 "นันทนา นันทวโรภาส" สมาชิกวุฒิสภา จี้ "กกต." ให้เปิดเผยผลการลงมติรายบุคคลและเปิดรายชื่อผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา 229 รายอย่างโปร่งใส ในกรณีการตรวจสอบการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต "คดีฮั้ว สว." เพื่อสร้างความกระจ่างและเคลียร์ข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการช่วยเหลือพวกพ้องโดยเสนอแนะให้เร่งส่งเรื่องต่อให้ "ศาลฎีกา" วินิจฉัยชี้ขาดตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อคืนความชอบธรรมและคืนเสถียรภาพทางการเมืองไทย
นางนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดประชุมเพื่อลงมติคดีฮั้ว สว. ในวันนี้ (14 ก.ย.) ว่า เรื่องนี้ล่วงเลยมา 2 ปีกว่าแล้ว และประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมากว่าผลการวินิจฉัยจะเป็นอย่างไร ซึ่งวันนี้ กกต. ได้ยืนยันว่าจะมีการส่งผลการวินิจฉัยโดยการแถลงข่าว ซึ่งถือเป็นนาทีประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องที่ กกต. ตัดสินใจไปแล้วไม่สามารถกลับคืนมาได้ ประชาชนคนไทยทุกคนต่างจับจ้องเพื่อที่จะรู้ผลการตัดสินใจของ กกต. ซึ่งมีนักวิชาการหลายคนยืนยันตรงกันว่า ถ้าการฮั้ว สว. ดำเนินไปได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มีความผิดเลย ก็เท่ากับการยึดอำนาจเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประชาธิปไตยของไทยบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง และเราจะได้ฝ่ายนิติบัญญัติมาโดยไม่สุจริต
ดังนั้น สิ่งที่ กกต. จะวินิจฉัยในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงการทำหน้าที่เป็นอัยการตรวจสอบสำนวนฟ้อง หรือไม่ฟ้อง หรือสั่งฟ้องบางส่วนเท่านั้น ซึ่ง กกต. ทั้ง 7 คน มีถึง 4 คนที่มาจากการเลือกของ สว. คณะนี้ โดย สว. ชุดนี้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 เรื่องการได้มาซึ่ง สว. ไม่ปกติ หาก กกต. เสียงข้างมากเห็นควรไม่สั่งฟ้อง สว. หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 229 คน ประชาชนย่อมตั้งข้อสงสัยว่ามีลักษณะของการต่างตอบแทนหรือไม่ เพราะ กกต. เสียงข้างมากมาจากการเลือกของ สว. ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา
นางนันทนา เห็นว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้การเมืองไทยเดินไปอย่างมีเสถียรภาพ และเกิดความศรัทธาเชื่อมั่น คือ กกต. ไม่ต้องตัดสินใจเองว่าจะฟ้องใครหรือไม่ฟ้องใคร แต่ให้ส่งศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย นำสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ที่แจ้งข้อกล่าวหา 229 คน ส่งให้ศาลพิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าทั้งหมดนี้มีพฤติกรรมผิดหรือถูก ปกติหรือไม่ปกติอย่างไร ประชาชนจะได้สบายใจว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งจะทำให้ กกต. ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถูกต้อง สุจริต และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนศาลฎีกาจะตัดสินอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของศาลในการพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย หากพิสูจน์แล้วไม่มีใครผิด ทุกคนก็จะเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่หากพบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องทำผิด ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลฎีกาจะเป็นผู้พิพากษาและเป็นสิ่งที่ประชาชนยอมรับได้
ส่วนกรณีที่มีรายงานว่า กกต. จะไม่เปิดเผยมติของกรรมการรายบุคคล และไม่เปิดเผยรายชื่อของผู้ที่ถูกกล่าวหานั้น นางนันทนา กล่าวว่า การวินิจฉัยเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมา องค์กรอิสระต้องมีความโปร่งใสชัดเจน ดังนั้น หากวันนี้ กกต. ลงมติออกมาเป็นเช่นไร เหตุใดจึงไม่แจ้งให้ประชาชนทราบ การปกปิดยิ่งทำให้คนสงสัยและเกิดข้อกังขามากมาย ทางที่ดีที่สุดคือต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใส และเปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนบุคคลออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนพิจารณาว่าสิ่งที่ กกต. ทั้ง 7 คนวินิจฉัยนั้น สอดคล้องกับบทกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างไร พร้อมมองว่า กกต. ควรเปิดเผยผลการวินิจฉัยอย่างตรงไปตรงมา
สำหรับการเคลื่อนไหวของมวลชนที่ออกมาเรียกร้องการทำงานของ กกต. จะส่งผลต่อการตัดสินใจในวันนี้หรือไม่นั้น นางนันทนา กล่าวว่า การที่มวลชนออกมาแสดงความคิดเห็นถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออก ตราบใดที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การชุมนุมจึงเป็นการสะท้อนเสียงให้ประชาชนทั่วไปรับทราบ และสะท้อนไปยัง กกต. ให้รับรู้ว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งที่มีความคิดเห็นอย่างไร นอกเหนือไปจากการสื่อสารในโลกออนไลน์ ซึ่ง กกต. ต้องเปิดรับฟังเสียงของทุกคน และนำมาชั่งน้ำหนักกับข้อกฎหมาย ตลอดจนหลักฐานข้อเท็จจริง