สว.สำรอง ยื่น กกต. ขอวินิจฉัยคดีทุจริตเลือก สว. รอบคอบ มีเหตุผลประกอบชัดเจน
14 ก.ย. 2569 | prisana_tha

สว.สำรอง ยื่น กกต. ขอวินิจฉัยคดีทุจริตเลือก สว. รอบคอบ แสดงเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยชัดเจน หวั่นมีผลประโยชน์ทับซ้อน
ข่าว
14 ก.ย. 2569 | prisana_tha

สว.สำรอง ยื่น กกต. ขอวินิจฉัยคดีทุจริตเลือก สว. รอบคอบ แสดงเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยชัดเจน หวั่นมีผลประโยชน์ทับซ้อน
KEY
POINTS
14 กันยายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พลตำรวจโท คำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง พร้อมกลุ่ม สว.สำรองจำนวนหนึ่ง เข้ายื่นหนังสือถึง กกต. ทั้ง 7 คน ขอให้พิจารณาคดีทุจริตการเลือก สว.หรือฮั้ว สว. ด้วยความรอบคอบ และตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน โดยขอให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเป็นธรรม
พลตำรวจโท คำรบ กล่าวว่า ฝาก กกต. วินิจฉัยคดีทุจริตการเลือก สว. โดยขอให้กรรมการแต่ละคนแสดงเหตุผลประกอบการวินิจฉัยอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ภายหลัง และก่อนการวินิจฉัย ขอให้กรรมการได้อ่านข้อร้องเรียนที่นำมายื่นในวันนี้อย่างละเอียด พร้อมใช้สติและพิจารณาบนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน
ส่วนมติของ กกต. อยากขอให้มีการแถลงข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าแต่ละประเด็นมีความเห็นและมีมติอย่างไร เพื่อสร้างความชัดเจนและสยบข่าวลือต่างๆ ส่วนรายละเอียดสามารถปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยภายหลังได้ โดยเห็นว่าสังคมสามารถรอรายละเอียดได้ แต่ควรมีความชัดเจนในมติ เพื่อไม่ให้สังคมเกิดข้อสงสัยในประเด็นดังกล่าวอีก
ตั้งข้อสังเกต ปมพยานกลับคำให้การ พลตำรวจโท คำรบ กล่าวว่า หากพิจารณาจากเอกสารที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน จะพบว่าพยานรายดังกล่าวเคยเข้าให้การต่อคณะอนุฯชุดที่ 26 มากกว่าหนึ่งครั้ง โดยเดินทางไปด้วยตนเองและมีทนายความร่วมด้วย
นอกจากนี้ ยังมีพนักงานสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 และอัยการร่วมรับฟังการสอบสวน ทำให้คำให้การที่ปรากฏ ถูกนำเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณา และ กกต. รับพยานรายดังกล่าวไว้เป็นพยาน ซึ่ง กกต. ย่อมทราบรายละเอียดของพยานหลักฐานเป็นอย่างดี
โดยคณะอนุฯไต่สวนชุดที่ 26 ได้เสนอเรื่องเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสำนักงานเลขาธิการ กกต. จนถึงช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน จากนั้นไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของพยานรายดังกล่าว จนต่อมาหลังรัฐบาลอนุทินเข้ามาบริหารประเทศ และมีการตั้งคณะอนุฯไต่สวนชุดที่ 36 พยานรายดังกล่าวจึงกลับมาให้ถ้อยคำอีกครั้งในเดือนตุลาคม
พลตำรวจโท คำรบ กล่าวต่อว่า เมื่อนำลำดับเหตุการณ์มาเปรียบเทียบกับการกลับคำให้การในช่วงเวลาดังกล่าว เห็นว่ามีข้อที่ควรพิจารณาถึงความผิดปกติ และขอให้ กกต. ตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมยืนยันว่า เอกสารหรือโพยที่นำมาแสดงนั้น ตนเองได้รับมาด้วยตัวเอง โดยเป็นโพยที่มีสภาพยับยู่ยี่ และเชื่อว่าเป็นเอกสารที่มีการเขียนขึ้นจริงในโรงแรมต่างๆ ไม่ใช่การนำมาเขียนขึ้นภายหลัง โดยมีโพยมากกว่า 10 ฉบับ และได้ถูกนำไปประกอบอยู่ในสำนวนชุดที่ 16 แล้ว
จึงขอให้ กกต. ทบทวนการให้น้ำหนักพยานหลักฐาน โดยเฉพาะกรณีพยานที่กลับคำให้การจากคำให้การเดิม เพราะเห็นว่าหากคำให้การภายหลังไม่มีรายละเอียดมากกว่าหรือมีเหตุผลเพียงพอที่จะหักล้างคำให้การเดิม ก็อาจเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และหากคดีถึงศาลฎีกา ยังสามารถไต่สวนเพิ่มเติมได้
ส่วนกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้ พลตำรวจโท คำรบ กล่าวว่า ในส่วนตัวไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายหรือชี้นำการตัดสินของ กกต. ได้ แต่เห็นถึงความพยายามของ กกต. บางส่วนในการให้น้ำหนักกับพยานที่กลับคำให้การ โดยมองว่าพยานรายดังกล่าวเป็นพยานสำคัญที่อยู่ในห้องประชุมของพรรคการเมืองในวันเกิดเหตุ และอาจให้ข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อบุคคลที่ปรากฏในข้อกล่าวหา รวมถึงกรรมการบริหารพรรคที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ หาก กกต. มีมติยกคำร้อง และคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ก็เชื่อว่าศาลสามารถไต่สวนหรือแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมจากคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ได้
ส่วนพยานที่อ้างว่าถูกข่มขู่นั้น พลตำรวจโท คำรบ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าการอ้างอิงพยานเพียงรายเดียวเกี่ยวกับการถูกข่มขู่ โดยเฉพาะการกล่าวถึงบุคคลชุดดำ ควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบอย่างรอบด้านหากพยานอยู่ในกระบวนการคุ้มครองพยานตามมาตรา 65 และมีการถูกข่มขู่จริง ก็ควรมีหลักฐานหรือการดำเนินคดีอาญากับผู้ที่ข่มขู่ตามกระบวนการ หาก กกต. จะรับฟังเหตุผลเรื่องการข่มขู่เป็นเหตุให้พยานเปลี่ยนคำให้การ ก็เห็นว่าควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักฐานเกี่ยวกับการข่มขู่ให้ชัดเจนเสียก่อน
พลตำรวจโท คำรบ ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ขอให้ กกต. ทั้ง 7 คนพิจารณาคดีจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ด้วยความเป็นกลาง รอบคอบ และเปิดเผยเหตุผลของการวินิจฉัยอย่างชัดเจน เพื่อให้สังคมสามารถตรวจสอบได้และคลายข้อสงสัยที่เกิดขึ้น