เนชั่นทีวี

ข่าว

"นักวิชาการ" ชี้รัฐบาลเลือก "ยาแรง" สยบ "ทุนเทา" คุ้มค่าหรือพาเศรษฐกิจสะดุด?

11 ก.ย. 2569 | natthanan_chu

"นักวิชาการ" ชี้รัฐบาลเลือก "ยาแรง" สยบ "ทุนเทา" คุ้มค่าหรือพาเศรษฐกิจสะดุด?

"นักวิชาการ" ชี้รัฐบาลเลือก "ยาแรง" สยบ "ทุนเทา" คุ้มค่าหรือพาเศรษฐกิจสะดุด? สะท้อนเสียงสะเทือนจากสื่อโลก ปลายเหตุหรือแก้ถูกจุด?

"นักวิชาการ" ชี้รัฐบาลเลือก "ยาแรง" สยบ "ทุนเทา" คุ้มค่าหรือพาเศรษฐกิจสะดุด? สะท้อนเสียงสะเทือนจากสื่อโลก ปลายเหตุหรือแก้ถูกจุด?

KEY

POINTS

  • ยาแก้ปวดระยะสั้น: การจับกุมและเนรเทศทุนเทาช่วยสยบอารมณ์สังคมได้เร็ว แต่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
  • ความผันผวนนโยบาย: การปรับเปลี่ยนวีซ่าไปมาและค่าเหยียบแผ่นดิน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพ
  • ต้นตอคือคอร์รัปชัน: สื่อโลกชี้ปัญหาที่แท้จริงคือช่องโหว่กฎหมายและการทุจริตภายใน รัฐต้องปฏิรูประบบตรวจสอบอย่างยั่งยืน

11 กันยายน 2569 อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย ซึ่งพำนักอยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ปม "ทุนเทา" บุกประเทศไทย ในยามที่กระแสความขุ่นเคืองของคนในชาติพุ่งสูง จากข่าวคราวชาวต่างชาติบางกลุ่มที่เข้ามาสร้างอิทธิพล ทำตัวก้าวร้าว แย่งอาชีพคนท้องถิ่น ไปจนถึงการลักลอบกว้านซื้อที่ดินผ่านนอมินี การที่รัฐบาลไทยเลือกตอบโต้ด้วยการลงดาบอย่างเด็ดขาด ทั้งการจับกุม เนรเทศ และประโคมข่าวออกสื่ออย่างครึกโครม

 

จึงกลายเป็น "ยาแก้ปวด" ที่ออกฤทธิ์เร็วอย่างยิ่งในการสยบอารมณ์ของสังคม แต่นอกเหนือจากผลลัพธ์ทางอารมณ์และการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองแล้ว การขับเคลื่อนนโยบายต่างชาติและการท่องเที่ยวด้วยกระแสประชานิยมเช่นนี้ เหมาะสมและคุ้มค่าจริงหรือในเชิงโครงสร้างระยะยาว?

 

หากวิเคราะห์อย่างเป็นธรรม การที่รัฐบาลหันมากวดขันนิติรัฐอย่างจริงจังถือเป็นเรื่องที่ต้องสนับสนุน เพราะความกังวลเรื่องการยึดครองที่ดินและธุรกิจโดยทุนสีเทา ไม่ว่าจะมาจากจีน รัสเซีย ยิว อินเดีย หรือแอฟริกา ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนไทยโดยตรง การจับกุมและเนรเทศนักท่องเที่ยวที่ทำตัวเป็นภัยต่อสังคมจึงช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งระหว่าง "การบังคับใช้น้ำมือตามกฎหมาย" กับ "การทำตามกระแสสังคม" นั้นบางเบามากหากรัฐบาลเน้นแสดงภาพการจับกุมเพื่อเอาใจมวลชนมากกว่าการวางระบบตรวจสอบที่ยั่งยืน นานาชาติอาจมองว่าประเทศไทยกำลังดำเนินนโยบายเลือกปฏิบัติ หรือใช้อำนาจตามอารมณ์ ซึ่งจะกลายเป็นผลเสียต่อภาพลักษณ์นิติรัฐของประเทศในสายตาโลก

 

"นักวิชาการ" ชี้รัฐบาลเลือก "ยาแรง" สยบ "ทุนเทา" คุ้มค่าหรือพาเศรษฐกิจสะดุด? อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย ซึ่งพำนักอยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ชั่งน้ำหนัก "นิติรัฐ" กับ "เครื่องยนต์เศรษฐกิจ" ในวันที่ไทยจัดระเบียบ "ทุนเทา-วีซ่า"  

 

 

 

ความสับสนยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อมองไปที่นโยบาย "การปรับเปลี่ยนวีซ่า" และการส่งสัญญาณต่อนานาชาติ การทบทวนมาตรการยกเว้นวีซ่า (Visa Exemption) หรือการลดวันพำนักลงจาก 60–90 วัน กลับมาเหลือ 30 วัน รวมถึงการเพ่งเล็งพวก Border Run หรือการออกไปต่อวีซ่าตามชายแดน แม้ในมุมหนึ่งจะช่วยกรองกลุ่มแอบแฝงเข้ามาทำงานผิดกฎหมายและลดปัญหา Over-tourism ได้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของนโยบายวีซ่ากลับส่งสัญญาณที่ไม่พึงประสงค์ต่อนักท่องเที่ยวและนักลงทุนคุณภาพ ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีความไม่แน่นอนสูง

 

ผลกระทบนี้เห็นได้ชัดเมื่อเจาะลึกไปยังต่างชาติ 3 กลุ่มสำคัญ:

 

กลุ่มแรกคือ นักท่องเที่ยวและทุนจีน แม้ฟรีวีซ่าไทย-จีนจะช่วยดึงดูดกลุ่มเดินทางด้วยตนเอง (FIT) แต่กระแสการปราบปรามทุนสีเทาและข่าวลือเรื่องความปลอดภัยในภูมิภาค กลับทำให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเกิดความลังเล ในขณะเดียวกัน กลุ่มทุนสีเทาจริง ๆ กลับกระจายตัวหนีไปใช้ช่องโหว่ในประเทศเพื่อนบ้านแทน

 

กลุ่มที่สองคือ ชาวรัสเซีย ที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตหรือพัทยา การเข้มงวดเรื่องระยะเวลาวีซ่าและการกวดขันใบอนุญาตทำงาน ช่วยลดปัญหาการแย่งอาชีพคนท้องถิ่นอย่างไกด์หรือคนขับรถได้จริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจเช่าระยะยาวในพื้นที่ชะลอตัวลงทันที

 

กลุ่มที่สามคือ Digital Nomad และ Remote Workers ซึ่งเป็นกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงและไม่ได้แย่งงานคนไทย การถูกหางเลขจากการกวดขันวีซ่านักท่องเที่ยว ทำให้พวกเขารู้สึกว่าไทยเริ่มไม่เป็นมิตร และพร้อมที่จะย้ายฐานไปยังประเทศคู่แข่งอย่างอินโดนีเซียหรือเวียดนาม แม้รัฐบาลจะพยายามผลักดัน Destination Thailand Visa (DTV) เข้ามาแก้ปัญหา แต่ขั้นตอนที่ซับซ้อนก็ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

 

ส่วนประเด็นการ "เรียกเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน" (Tourism Fee) ที่เคยถูกยกเลิกและนำกลับมาพิจารณาใหม่นั้น หากมองเชิงลึกในสถานการณ์ปัจจุบัน นโยบายนี้อาจกลายเป็น "การได้ไม่คุ้มเสีย" แม้ในอดีตและในต่างประเทศ เช่น เมืองเวนิสหรือญี่ปุ่น จะมีการจัดเก็บเพื่อนำเงินมาบำรุงรักษาแหล่งท่องเที่ยวและทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยวก็ตาม แต่สำหรับประเทศไทยในเวลานี้ การจัดเก็บเงินเพียง 150–300 บาท อาจสร้างแรงต้านเชิงจิตวิทยา (Psychological Barrier) ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบและเจอกิริยามารยาทที่ไม่เป็นมิตร ยิ่งหากระบบชำระเงินบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองก่อให้เกิดความล่าช้า หรือเงินที่เก็บได้ขาดความโปร่งใสในการบริหารจัดการ ภาพเสียที่เกิดขึ้นกับระบบการบริหารจัดการของไทยจะยิ่งทวีคูณ

 

เมื่อหันไปมอง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนต่างประเทศ ยิ่งเห็นภาพสะท้อนที่น่าคิด ในเวทีแลกเปลี่ยนของชาวต่างชาติ แม้คนส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับการปราบปรามคนเกเร แต่นักท่องเที่ยวและคนทำงานที่ทำถูกต้องตามกฎหมายกลับรู้สึกอึดอัดกับความผันผวนของมาตรการรัฐ ขณะที่สื่อชั้นนำระดับโลกอย่าง Nikkei Asia, Reuters หรือ Bloomberg ต่างวิเคราะห์ไปในทางเดียวกันว่า การที่ไทยเจอปัญหากว้านซื้อที่ดินและธุรกิจสีเทา ไม่ได้เกิดจากนโยบายวีซ่าหย่อนยานเป็นหลัก แต่เกิดจาก "ช่องโหว่ทางกฎหมายและการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ภายในประเทศ" การไล่เนรเทศนักท่องเที่ยวหรือลดวันวีซ่าจึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและสร้างภาพกลบเกลื่อนความล้มเหลวในการบังคับใช้นโยบายภายใน ยิ่งไปกว่านั้น สื่อสายเศรษฐกิจยังเตือนว่า การสร้างวาทกรรมต่อต้านทุนต่างชาติที่รุนแรงเกินไป อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย

 

สรุปแล้ว การจัดระเบียบสังคมและการปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การบริหารประเทศจะใช้อารมณ์ชี้นำกฎหมายไม่ได้ รัฐบาลต้องเลิกใช้นโยบายแบบ "แกว่งลูกตุ้ม" ที่สลับไปมาระหว่างการเปิดเสรีสุดโต่งกับการเข้มงวดสุดขั้วตามกระแสสังคม ทางออกที่ยั่งยืนไม่ใช่การไล่ปิดประตูใส่ต่างชาติ หรือการสร้างมาตรการจุกจิกมาซ้ำเติมภาพลักษณ์การท่องเที่ยว หากแต่เป็นการปฏิรูประบบตรวจสอบภายใน กำจัดนอมินีและเจ้าหน้าที่คอร์รัปชันอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการออกนโยบายวีซ่าที่ชัดเจน โปร่งใส และอำนวยความสะดวกแก่ต่างชาติชั้นดี เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่ามาท่องเที่ยว มารักษาพยาบาล อยู่อาศัย น่าลงทุน และปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง


 

ข่าวล่าสุด