svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

“พันธมิตรบนรอยร้าว: อเมริกากำลังหันหลังให้อิสราเอลจริงหรือ?”

11 มี.ค. 2569

“พันธมิตรบนรอยร้าว: อเมริกากำลังหันหลังให้อิสราเอลจริงหรือ?” “กฤษฎา บุญเรือง” ชี้จุดสังเกต "พญาอินทรี" กำลังจะบินจาก "เยรูซาเล็ม" หลังผูกเสี่ยวข้ามทวีปมายาวนาว

11 มีนาคม 2569 อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระในสหรัฐฯ เขียนบทความวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ อิสราเอล หลังเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง สงครามที่ สหรัฐฯ ร่วมมือกับอิสราเอล เปิดศึกกับ อิหร่าน โดยระบุว่า
 

บทนำ: พลวัตแห่งความสัมพันธ์พิเศษที่กำลังสั่นคลอน

 

ในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่มีคู่พันธมิตรใดที่จะมีความผูกพันที่ซับซ้อน และมีอิทธิพลต่อดุลอำนาจโลกเท่ากับสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของสนธิสัญญาป้องกันประเทศ อย่างเป็นทางการเพียงอย่างเดียว แต่ถูกหล่อหลอมด้วยอุดมการณ์ทางศาสนา ประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และโครงข่ายผลประโยชน์มหาศาล ที่หยั่งรากลึกลงไปในทุกองคาพยพของสังคมอเมริกัน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 คำถามที่ว่า "อิสราเอลกำลังสูญเสียอเมริกาไปหรือไม่?" ไม่ใช่คำถามที่พูดลอยๆ อีกต่อไป ข้อมูลเชิงสถิติพฤติกรรมศาสตร์และผลสำรวจความเห็นระดับชาติ เริ่มชี้ให้เห็นรอยแยกที่ขยายวงกว้าง โดยเฉพาะในยุค "Trump 2.0" ที่มีการใช้นโยบายแบบ "หักดิบ" เพื่อรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากคนรุ่นใหม่และกลุ่มเสรีนิยมในสหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น 
 

อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระในสหรัฐ
 

ภาคที่ 1: การเมืองแห่งความกดดันและ "หน้าต่างแห่งโอกาส" ของเนทันยาฮู

 

ในแวดวงข่าวกรองและนักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ มีการพูดถึง "ความเร่งรีบ" ของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เป็นอย่างมาก อิสราเอลตระหนักดีว่า การสนับสนุนแบบไร้เงื่อนไขจากสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากภายใน

ทำไมต้องเป็นตอนนี้?

 

ผู้นำอิสราเอลมองว่ายุคสมัยของทรัมป์คือ "โอกาสสุดท้าย" (The Golden Window) ที่จะจัดการกับศัตรูหมายเลขหนึ่งอย่างอิหร่าน พวกเขาทราบดีว่า หน้าต่างบานนี้อาจปิดลง หากพรรคเดโมแครตกลับมามีอำนาจ หรือหากคนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดนโยบายในทศวรรษหน้า ดังนั้น การกดดันให้ทรัมป์ใช้มาตรการทางทหาร หรือการคว่ำบาตรขั้นสูงสุด ต่ออิหร่านจึงเกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงในต้นปี 2026

 

การปิดปากผู้วิจารณ์ในมหาวิทยาลัย

 

รัฐบาลทรัมป์ได้ตอบสนองความต้องการนี้ ด้วยการใช้นโยบายที่ดุดันภายในประเทศ มีการผลักดันกฎหมายที่นิยามการวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลว่าเข้าข่าย "การเหยียดเชื้อชาติชาวยิว" (Anti-Semitism) มหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งถูกขู่ว่า จะถูกตัดงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง หากไม่สามารถจัดการกับการประท้วง "Pro-Palestine" ได้ สิ่งนี้สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในแวดวงวิชาการ และกลายเป็นประเด็นที่คนอเมริกันมองว่ารัฐบาลกำลังทำลาย "Freedom of Speech" เพื่อเอาใจต่างชาติ 
 

“พันธมิตรบนรอยร้าว: อเมริกากำลังหันหลังให้อิสราเอลจริงหรือ?”

ภาคที่ 2: เจาะลึกโครงข่ายอำนาจมืด: ทุน การบริจาค และนโยบายต่างประเทศ

 

หากต้องการเข้าใจว่า เหตุใดสหรัฐฯ จึงยอมจ่ายราคาแพงเพื่ออิสราเอล เราต้องมองไปที่ "ท่อน้ำเลี้ยง" ทางการเมือง

 

ตระกูลเอเดลสัน: ผู้กำหนดทิศทางนโยบาย

 

มรดกของ Sheldon Adelson มหาเศรษฐีคาสิโนผู้ล่วงลับ ยังคงส่งอิทธิพลผ่านภรรยาของเขา Miriam Adelson ซึ่งเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของทรัมป์ เงินจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์ ที่หลั่งไหลเข้าสู่พรรครีพับลิกันไม่ได้มาเปล่าๆ แต่มันถูกแลกด้วยนโยบายที่สั่นสะเทือนโลก:

 

1. เยรูซาเล็ม: บาดแผลที่ไม่มีวันหาย
 

การย้ายสถานทูตสหรัฐฯ ไปยังเยรูซาเล็มเป็นการทำลายบรรทัดฐานทางการทูตที่สหรัฐฯ ยึดถือมานานหลายสิบปี ในอดีต เยรูซาเล็มถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่ต้องตัดสินผ่านการเจรจาเท่านั้น การกระทำของทรัมป์เปรียบเสมือนการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ ยุติบทบาทของอเมริกาในฐานะ "คนกลางผู้เที่ยงธรรม" ไปโดยสิ้นเชิง

 

2.การบีบคั้นปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์
 

ในปี 2025-2026 เราเห็นการขยายนิคมชาวยิว (Settlements) ในเขตเวสต์แบงก์อย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยที่รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงท่าทีเพิกเฉยหรือถึงขั้นสนับสนุน นโยบาย "กดดันขั้นสูงสุด" ไม่ได้ใช้เพียงกับอิหร่าน แต่ใช้กับชาวปาเลสไตน์ผ่านการตัดงบประมาณช่วยเหลือทุกรูปแบบ เพื่อบีบให้ยอมรับสภาพการถูกยึดครอง 
 

“พันธมิตรบนรอยร้าว: อเมริกากำลังหันหลังให้อิสราเอลจริงหรือ?”

 

ภาคที่ 3: แฝดสยามทางสงครามเทคโนโลยี: ความมั่นคงที่แยกกันไม่ขาด

 

ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องการเมือง แต่มันคือการหลอมรวมกันทางเทคโนโลยีที่ลึกซึ้งจนยากจะถอนตัว

 

1. ซิลิคอนวาดิ และ ซิลิคอนวัลเลย์: พันธมิตรไซเบอร์จารกรรม

 

อิสราเอลสร้างชื่อจากหน่วยข่าวกรองไซเบอร์อย่าง Unit 8200 ซึ่งศิษย์เก่าของหน่วยนี้ได้ออกไปตั้งบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลระดับโลก:

 

• NSO Group & Pegasus: แม้จะมีความอื้อฉาวเรื่องการสอดแนมนักสิทธิมนุษยชน แต่ในระดับลับ หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ ยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีเจาะระบบสมาร์ทโฟนของอิสราเอล เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่ระบบของสหรัฐฯ เองยังทำไม่ได้


• Palantir Technologies: บริษัทสัญชาติอเมริกันที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับหน่วยข่าวกรองอิสราเอล พวกเขาใช้ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (AI-Driven Analytics) เพื่อระบุตัวตนเป้าหมายในตะวันออกกลาง และนำโมเดลนั้นมาใช้ในระบบสอดแนมของรัฐบาลสหรัฐฯ เอง 

 

2. ห้องทดลองสนามรบ: ข้อมูลจากหยาดเลือด

 

บริษัทอาวุธยักษ์ใหญ่อย่าง Lockheed Martin และ Raytheon มองอิสราเอลเป็นสนามทดสอบอาวุธชั้นยอด:

 

Iron Dome & Iron Beam: ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสหรัฐฯ แลกกับการที่สหรัฐฯ ได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึง "Source Code" และข้อมูลการใช้งานจริงในสนามรบ ซึ่งมีค่ามหาศาลในการพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ


Autonomous Kill Chains: การใช้ AI ในโดรนสังหารเพื่อระบุและทำลายเป้าหมายโดยไม่ต้องใช้มนุษย์ตัดสินใจ ถูกพัฒนาขึ้นและใช้งานจริงในฉนวนกาซา ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งกลับไปยังเพนตากอนเพื่อใช้ในโครงการ "Replicator" ของกองทัพบกอเมริกัน 
 

Iron Dome & Iron Beam: ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอล

 

ภาคที่ 4: ความเห็นสาธารณะที่เปลี่ยนไป: สัญญาณของการล่มสลาย?

 

แม้โครงสร้างส่วนบน (การเมือง, ทหาร, ทุน) จะดูแข็งแกร่ง แต่รากฐานส่วนล่าง (ประชาชน) กำลังผุพัง

 

1. รอยแยกทางเจเนอเรชัน (The Great Divide)

 

คนอเมริกันอายุต่ำกว่า 30 ปีในปัจจุบัน ไม่ได้มองอิสราเอลผ่านความทรงจำเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) หรือสงคราม 6 วันอีกต่อไป แต่มองผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนที่เห็นภาพความสูญเสียในกาซา พวกเขามองว่าอิสราเอลคือ "มหาอำนาจผู้กดขี่" และมองว่าปาเลสไตน์คือ "ผู้ถูกกระทำ" ความเปลี่ยนไปนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเมื่อคนกลุ่มนี้ก้าวขึ้นเป็นผู้กุมเสียงในสภาคองเกรสในอนาคต

 

2. ภาระภาษีและการลำดับความสำคัญ

 

ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ การส่งเงินช่วยเหลือทางทหารให้อิสราเอลปีละหลายพันล้านดอลลาร์เริ่มถูกตั้งคำถามว่า "คุ้มค่าหรือไม่?" การที่เงินภาษีอเมริกันถูกนำไปใช้ซื้ออาวุธเพื่อทำสงครามที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด กลายเป็นประเด็นที่กลุ่มประชานิยม (Populists) ทั้งฝั่งซ้ายและขวาเริ่มนำมาใช้โจมตีรัฐบาล

 

บทสรุป: ความสัมพันธ์ที่ต้องเลือก

 

คำถามที่ว่า "อิสราเอลกำลังสูญเสียแรงสนับสนุนในสหรัฐฯ หรือไม่?" คำตอบคือ "ใช่" ในเชิงความชอบธรรมและอารมณ์ความรู้สึก แต่ "ไม่ใช่" ในเชิงยุทธศาสตร์และเทคโนโลยี (อย่างน้อยก็ในระยะสั้น)

 

สหรัฐฯ และอิสราเอลได้กลายเป็น "แฝดสยามทางเทคโนโลยีสงคราม" ไปเรียบร้อยแล้ว การแยกตัวออกมาอาจหมายถึงความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เอง อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ทางการเงิน และการทหารเพียงอย่างเดียว โดยปราศจากความยินยอมพร้อมใจ จากประชาชนนั้นย่อมไม่ยั่งยืน

 

ในอีก 10 ปีข้างหน้า หากอิสราเอลยังคงดำเนินนโยบายที่สุดโต่ง และสหรัฐฯ ยังคงเพิกเฉยต่อเสียงของคนรุ่นใหม่ เราอาจได้เห็นการล่มสลายของ "ความสัมพันธ์พิเศษ" นี้ และการเปลี่ยนผ่านสู่ความสัมพันธ์แบบพันธมิตรทั่วไป ที่ต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างเข้มงวด ซึ่งนั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองโลกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น 
 

“พันธมิตรบนรอยร้าว: อเมริกากำลังหันหลังให้อิสราเอลจริงหรือ?”