เนชั่นทีวี

ข่าว

"ปกรณ์" รื้อระบบราชการ ชูลดขั้นตอน-เชื่อมข้อมูล ดันงบลงทุน 30%

05 ก.ย. 2569 | titayu_pur

"ปกรณ์" รื้อระบบราชการ ชูลดขั้นตอน-เชื่อมข้อมูล ดันงบลงทุน 30%

“ปกรณ์” ประเดิมรายการ "คุยกับ ครม.อนุทิน" ชี้โลกเผชิญความท้าทาย ถึงเวลาพัฒนาระบบราชการจริงจัง รื้อขั้นตอน–เชื่อมข้อมูล ยกระดับขีดความสามารถประเทศ

“ปกรณ์” ประเดิมรายการ "คุยกับ ครม.อนุทิน" ชี้โลกเผชิญความท้าทาย ถึงเวลาพัฒนาระบบราชการจริงจัง รื้อขั้นตอน–เชื่อมข้อมูล ยกระดับขีดความสามารถประเทศ

KEY

POINTS

  • รื้อโครงสร้างงบประมาณ: ลดภาระรายจ่ายประจำจาก 73% เพื่อขยับสัดส่วนงบลงทุนเพิ่มเป็น 30% สร้างขีดความสามารถให้ประเทศพร้อมรับมือความท้าทายโลก
     
  • ยกเลิกงานซ้ำซ้อน-บริการจุดเดียวจบ: ดึงเทคโนโลยีเชื่อมฐานข้อมูลภาครัฐ รื้อขั้นตอนเดินเอกสาร พร้อมเสนอระบบ Fast Track ถูกกฎหมายเพื่อลดการจ่ายเงินนอกระบบ
     
  • วัดผลสำเร็จที่ประชาชนได้จริง: ตั้งเป้าลดระยะเวลาการติดต่อราชการลงอย่างน้อย 20–30% เน้นความสะดวกรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบสถานะได้ทุกขั้นตอน

5 กันยายน 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ประเดิมเปิดใจผ่านรายการ "คุยกับ ครม.อนุทิน" ทางสถานี NBT ถึงแนวทางพัฒนาระบบราชการไทย ชี้โลกยุคใหม่ผันผวนสูง จึงจำเป็นต้องรื้อกระบวนงานซ้ำซ้อน นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐแบบจุดเดียวจบ เพื่อบริการประชาชนอย่างโปร่งใส พร้อมปรับโครงสร้างงบประจำเพื่อเพิ่มงบลงทุนประเทศ หวังลดเวลาบริการลง 20-30% เดินหน้าปฏิรูประบบราชการให้เห็นผลจริง เร่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย

 

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผ่านรายการ "คุยกับ ครม.อนุทิน" ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ซึ่งประเดิมออกอากาศตอนแรกไปเมื่อวันเสาร์ที่ 5 ก.ย. 2569 เวลา 09.05 น. ถึงแนวคิด "การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ"

 

รองนายกรัฐมนตรีปกรณ์ ระบุถึงเหตุผลที่เลือกใช้คำว่า “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” แทนคำว่า “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะคำว่าปฏิรูปถูกใช้มายาวนานและมีภาพของความไม่สำเร็จติดอยู่

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

 

โจทย์สำคัญวันนี้คือ การลงมือปรับกระบวนการทำงานให้เห็นผลจริง ในอดีตมีความพยายามปฏิรูประบบราชการมาหลายครั้ง แต่มักจบลงที่การตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน การศึกษา และการจัดทำนโยบาย แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานของภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ในปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งความผันผวนของการค้าโลก มาตรการกดดันระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ปัญหาสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินถล่ม อากาศร้อนจัดและไฟป่า ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างปรับโครงสร้างและวิธีบริหารภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

อีกปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างงบประมาณของประเทศ ซึ่งมีรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 หากสามารถลดภาระรายจ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐได้ ก็จะมีโอกาสขยับสัดส่วนงบลงทุนจากประมาณร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ทำให้ประเทศมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาและรับมือความท้าทายในอนาคตมากขึ้น

 

นายปกรณ์ย้ำว่า การพัฒนาระบบราชการไม่ควรเริ่มต้นจากการประกาศลดจำนวนข้าราชการ แต่ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้

“ผมไม่ได้บอกว่าเราจะลดคนไปเลยนะครับ มันคือการพัฒนาประสิทธิภาพ” นายปกรณ์กล่าว พร้อมอธิบายว่า เทคโนโลยีควรถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนงานบางประเภท ไม่ใช่มองว่าเป็นการทดแทนคน เช่น การส่งเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบสารบรรณดิจิทัล แทนการใช้เจ้าหน้าที่เดินถือแฟ้มระหว่างหน่วยงาน

ประสบการณ์การทำงานที่กฤษฎีกา ซึ่งเคยมีกระบวนงานประมาณ 170 กระบวนการ แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการนำเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานจากที่ใดก็ได้มาใช้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 หลายขั้นตอนที่เคยถูกมองว่าจำเป็นกลับสามารถลดหรือปรับเปลี่ยนได้ จึงควรนำบทเรียนดังกล่าวมาทบทวนกระบวนงานของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด

 

ในด้านโครงสร้าง นายปกรณ์เห็นว่า เมื่อภาครัฐได้รับภารกิจใหม่ ไม่ควรตอบสนองด้วยการตั้งหน่วยงาน กอง หรือคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง แต่ควรจัดทีมตามภารกิจ โดยดึงบุคลากรจากหลายส่วนมาทำงานร่วมกัน ลดโครงสร้างที่มีผู้บริหารจำนวนมาก และเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ปัญหา

 

สำหรับกำลังคนภาครัฐซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 ล้านคน ไม่ควรใช้ระบบบริหารบุคลากรแบบเดียวกับทุกอาชีพ เพราะครู แพทย์ พยาบาล ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ในสายงานอื่นมีลักษณะงาน เวลา และภาระหน้าที่แตกต่างกัน แต่ละวิชาชีพจึงควรประเมินจำนวนคนจากปริมาณงานและคุณภาพของผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ

 

ขณะเดียวกันการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลยังต้องเดินหน้าสู่ "ภาครัฐระบบเปิด" (Open Government) โดยข้อมูลภาครัฐควรอยู่ในรูปแบบที่ระบบคอมพิวเตอร์อ่านและนำไปใช้ต่อได้ ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน และประชาชนควรติดตามสถานะการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน ซึ่งนอกจากจะทำให้บริการรวดเร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสทุจริต

 

ในส่วนของการบริการประชาชนในอนาคตควรเปลี่ยนจากการทำงานแยกส่วนแบบหนึ่งหน่วยงานต่อหนึ่งเรื่อง ไปสู่การทำงานข้ามหน่วยงานและข้ามกระทรวง ประชาชนไม่ควรต้องนำข้อมูลชุดเดียวกันไปยื่นซ้ำ หรือติดต่อราชการหลายแห่งเพื่อดำเนินการเรื่องเดียว แต่ควรได้รับบริการแบบจุดเดียวจบ โดยหน่วยงานรัฐเป็นฝ่ายเชื่อมโยงข้อมูลและประสานงานกันเอง

 

นายปกรณ์ยังเสนอให้พิจารณาช่องทางบริการแบบ Fast Track ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอย่างถูกกฎหมายสำหรับผู้ต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบ และลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมาย โดยให้กฎหมายหลักกำหนดเฉพาะหลักการ ส่วนรายละเอียดควรอยู่ในกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้สามารถแก้ไขให้ทันต่อสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น

 

ผลสำเร็จของการพัฒนาระบบราชการต้องวัดจากสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ โดยเฉพาะระยะเวลาให้บริการ ซึ่งนายปกรณ์เห็นว่ากระบวนงานภาครัฐควรใช้เวลาลดลงอย่างน้อยประมาณร้อยละ 20–30 ภายหลังการปรับระบบและนำกฎหมายอำนวยความสะดวกมาใช้

 

โดยตัวชี้วัดที่สำคัญซึ่งประชาชนสามารถจับต้องได้ คือการติดต่อราชการง่ายขึ้น ใช้เอกสารน้อยลง ไม่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน สามารถตรวจสอบสถานะได้ และได้รับบริการรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น ขณะที่ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

 

ความพยายามพัฒนาระบบราชการครั้งนี้จึงไม่ควรสิ้นสุดลงที่ข้อเสนอหรือรายงานอีกครั้ง แต่ต้องลงมือรื้อกระบวนงาน เชื่อมโยงข้อมูล พัฒนาคน และวัดผลจากบริการที่ประชาชนได้รับ ซึ่งยังส่งผลต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

 

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเรียกคำนี้ว่า “การปฏิรูประบบราชการ” หรือ “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” ก็ตาม หัวใจสำคัญคือ “ต้องลงมือทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ”

ข่าวล่าสุด