ครม.อนุทิน 2.0 เผชิญ “4 วิกฤต” เดินหมากผิดม้วนเสื่อแน่!
31 มี.ค. 2569
อ.สุรชาติ เตือนรัฐบาล “ครม.อนุทิน 2.0” เผชิญจตุวิกฤต พลังงาน-เศรษฐกิจ-ปากท้อง-การเมือง ซ้ำเติมศรัทธาดิ่ง เสี่ยงลุกลามวิกฤตใหญ่
ข่าว
31 มี.ค. 2569
อ.สุรชาติ เตือนรัฐบาล “ครม.อนุทิน 2.0” เผชิญจตุวิกฤต พลังงาน-เศรษฐกิจ-ปากท้อง-การเมือง ซ้ำเติมศรัทธาดิ่ง เสี่ยงลุกลามวิกฤตใหญ่
ครม.อนุทิน 2.0 เข้ารับตำแหน่งท่ามกลางปัญหา
เดิมที เป็น ครม.ที่ทุกฝ่ายคาดหวัง เพราะพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งเข้ามาด้วยเสียง สส.เกิน 190 เสียง เกือบ 2 ใน 3 ของทั้งสภา แม้จะไม่ถึงกับแลนด์สไลด์ แต่ก็ได้ สส.มากที่สุด นับตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมา
สัปดาห์แรกหลังเลือกตั้ง หุ้นพุ่งไม่หยุด แม้เจอกระแส “เลือกตั้งโมฆะ” ก็ยังลุยไฟฝ่ามาได้
กระทั่งมาพลาดท่า รับมือกับสถานการณ์น้ำมันผิดพลาด หลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะน้ำมันขาดที่หัวจ่าย ไปไม่ถึงปั๊ม แต่อ้างว่าน้ำมันมีล้นประเทศ แถมราคาขึ้นพรวด สร้างความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ทำให้เรตติ้งตกฮวบ ถึงขั้นประชาชนบางส่วนออกปากขับไล่
ซ้ำร้ายศาลรัฐธรรมนูญก็รับคำร้องเลือกตั้งโมฆะ เหมือนผูกขาไว้อีกชั้น
ส่งผลให้สถานะของรัฐบาลภูมิใจไทย “อนุทิน 2.0” ไม่ใช่ “รัฐบาลแห่งความคาดหวัง” แต่เป็น “รัฐบาลแห่งความผิดหวัง” ประชาชนรุมตำหนิ กลายเป็นแรงกดดันมหาศาล
อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง ประเมินว่า สถานการณ์ที่ประเทศไทยและรัฐบาล อนุทิน 2.0 กำลังเผชิญ ถือว่าเป็น “จตุวิกฤต” หรือวิกฤต 4 ด้าน ที่ซ้อนทับกันอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ราคาน้ำมันและแนวโน้มการขาดแคลนพลังงาน ซึ่งหากรัฐบาลยังบริหารจัดการแบบเดิม อาจนำไปสู่ความพังทลายของระบบเศรษฐกิจและสังคมได้
อาจารย์สุรชาติ ขยายความว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเดี่ยวๆ แต่เป็นลูกโซ่ที่ส่งผลกระทบถึงกัน 4 ด้านหลัก คือ
1. วิกฤตพลังงาน เป็นต้นตอหลักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและสงคราม ส่งผลกระทบต่อเอเชียและไทยโดยตรง เพราะเราพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางซึ่งขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก เมื่อราคาพลังงานผันผวน จะทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
2. วิกฤตเศรษฐกิจ เป็นวิกฤตที่ตามมาจากวิกฤตพลังงาน เพราะเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ราคาสินค้าทุกอย่างก็ขยับตาม นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ และที่น่ากลัวที่สุดคือ "หนี้ครัวเรือน" ที่ปัจจุบันทะลุ 90% ไปแล้ว และมีแนวโน้มจะทะลุ 100% จากวิกฤตครั้งนี้
3. วิกฤตความมั่นคงของมนุษย์ เป็นวิกฤตที่ตามมาและหนักหน่วงขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งปัญหาความยากจน รายได้ไม่พอรายจ่าย และความกังวลในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น การเดินทางกลับบ้านช่วงสงกรานต์ หรือการจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับลุตรหลานในเดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจารย์มองว่าเป็น "พฤษภาคมที่โหดร้าย" สำหรับผู้ปกครอง
4. วิกฤตการเมือง อาจารย์เตือนว่าในประวัติศาสตร์ประเทศไทย วิกฤตพลังงานมักนำไปสู่จุดจบของรัฐบาลเสมอ เช่น ยุค 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งการชุมนุมใหญ่ในครั้งนั้น มีเหตุปัจจัยด้านเศรษฐกิจและวิกฤตพลังงานในยุครัฐบาลจอมพลถนอม ผสมอยู่ด้วย โดยในปี 2516 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตพลังงาน ถึงขนาด “น้ำมันหมดกรุงเทพฯ” ปั๊มน้ำมันใหญ่ที่สุด คือ ปั๊มสามทหาร ที่สนามหลวง ขึ้นป้าย “น้ำมันหมด” ขนาดใหญ่ จนกลายเป็นภาพข่าวที่ทุกคนในยุคนั้นจำได้
หรือการสิ้นสุดของรัฐบาล พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในปี 2522 จน พลเอกเกรียงศักดิ์ ต้องลาออกกลางสภา ก็เพราะปัญหาปากท้องและราคาพลังงาน ฉะนั้้นในปี 2569 นี้ หากประชาชนไม่พอใจเรื่องปากท้องอย่างรุนแรง จะกลายเป็นปัญหาความมั่นคงทางการเมืองทันที
อาจารย์สุรชาติ ยังตั้งข้อสังเกตว่า จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่ตั้ง ”วอร์รูม" ขึ้นมารับผิดชอบปัญหาอย่างเป็นทางการ โดยลักษณะของ ศบก. ที่มีอยู่ ยังไม่ใช่ “วอร์รูมที่ดี” หรือรับมือกับวิกฤตระดับนี้ได้จริง ฉะนั้นรัฐบาลต้องระดมผู้เชี่ยวชาญทุกด้านที่เกี่ยวข้องเข้ามา และมีทีมประเมินสถานการณ์ที่มีความสามารถ และรอบคอบ ตรงไปตรงมา จึงจะฝ่าวิกฤตนี้ไปได้
โดย "วอร์รูม" ที่ว่านี้ ต้องมอนิเตอร์สถานการณ์และออกมาตรการรับมือที่ทันท่วงที เป็นเอกภาพ และบูรณาการทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลมีปัญหากับการประเมินสถานการณ์ โดยมองแบบ "โลกสวย" มากเกินไป จนเกิดวิกฤตศรัทธาในวันนี้ โดยเฉพาะบทบาทของ สมช. หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งอาจารย์ฟันธงว่า “ไม่มีศักยภาพมากพอ”
