เปิดข้อกฎหมาย เอกสารหลุด "คดีฮั้ว สว.” ใครเสี่ยงคุก-ผิดวินัย
28 ส.ค. 2569 | prisana_tha

นักกฎหมาย ชี้เอกสารหลุด “คดีฮั้ว สว.” เจ้าหน้าที่รัฐอาจผิดทั้งอาญา-วินัย ส่วนบุคคลภายนอกต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง ถ้าต่อสู้เพื่อประโยชน์สาธารณะอาจรอด
ข่าว
28 ส.ค. 2569 | prisana_tha

นักกฎหมาย ชี้เอกสารหลุด “คดีฮั้ว สว.” เจ้าหน้าที่รัฐอาจผิดทั้งอาญา-วินัย ส่วนบุคคลภายนอกต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง ถ้าต่อสู้เพื่อประโยชน์สาธารณะอาจรอด
KEY
POINTS
28 สิงหาคม 2569 เปิดข้อกฎหมาย เอกสารหลุด คดีฮั้ว สว. ใครเสี่ยงคุก ใครอาจรอด? หลัง กกต.ใกล้ลงมติ ปมสำนวนหลุดยังร้อนแรง แหล่งข่าวจากอัยการชี้ หากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอาจผิดทั้งอาญา-วินัย แต่บุคคลภายนอกหรือไอลอว์ ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงและประโยชน์สาธารณะ
โดยห้วงที่กระแสคดีฮั้ว สว.ในการพิจารณาของ กกต. ใกล้เข้าสู่การลงมติ ก็เกิดประเด็นร้อนไม่เว้นแต่ละวัน อย่างกรณีเอกสารสำนวนคดีฮั้ว สว.หลุด หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) ให้ตำรวจตรวจสอบกรณีเอกสารหลุดแล้วนั้น ล่าสุดแหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานอัยการสูงสุด อธิบายข้อกฎหมายว่า หากผู้เปิดเผยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อาจเข้าข่ายทั้งความผิดอาญาและวินัย แต่หากเป็นบุคคลภายนอก การเอาผิดทำได้ยากกว่า ต้องพิสูจน์ตามข้อเท็จจริง
แหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความเห็นว่า การนำเอกสารลับของทางราชการไปเปิดเผยโดยไม่มีอำนาจ อาจมีความผิดได้หลายฐาน โดยต้องพิจารณาจากสถานะของผู้กระทำ เจตนา และผลกระทบที่เกิดขึ้น
ในส่วนของกฎหมายอาญา หากผู้กระทำเป็นเจ้าพนักงาน อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
นอกจากนี้ อาจเข้าข่ายมาตรา 164 กำหนดความผิดกรณีเจ้าพนักงานรู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ แล้วนำความลับนั้นไปเปิดเผยแก่บุคคลอื่น จนทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือรัฐ โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนในทางวินัย เข้าข่ายการกระทำสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อราชการ หรือกระบวนการยุติธรรม อาจผิดวินัยร้ายแรง มีโทษถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวมองว่า ในทางปฏิบัติการจะตรวจสอบย้อนกลับว่าใครเป็นผู้ทำเอกสารหลุด และนำเอกสารออกมาเผยแพร่ อาจทำได้ยาก เหตุผลสำคัญคือ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีไม่ได้อยู่ในมือดีเอสไอเพียงหน่วยงานเดียว เนื่องจากดีเอสไอได้ส่งผลการสืบสวนและไต่สวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ ดีเอสไอ และมีการสรุปความเห็นว่าพบพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีความผิดปกติ ทุจริต หรือการฮั้ว สว. ไปยัง กกต.แล้ว
ทำให้เอกสารและข้อมูลบางส่วนถูกส่งต่อออกจากดีเอสไอ ไปยังหน่วยงานอื่น จึงเป็นโจทย์สำคัญในการตรวจสอบว่า เอกสารที่ถูกนำมาเผยแพร่หลุดออกมาจากจุดใด
แหล่งข่าวมองว่า การที่ดีเอสไอเข้าแจ้งความ อาจมีลักษณะเป็นการดำเนินการเพื่อปรามและป้องกันการนำเอกสารในสำนวนออกมาเผยแพร่ มากกว่าจะเอาผิดต้นทางคนปล่อยเอกสาร
ส่วนเอกสารที่ iLaw (ไอลอว์) และพรรคประชาชน นำออกมาเปิดเผยนั้น แม้มีเนื้อหาบางส่วนที่ตรงกับสำนวนการไต่สวนของคณะทำงานชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ ดีเอสไอ แต่เอกสารที่ไอลอว์เอามาโชว์ไม่รู้จริงหรือไม่ อาจจะเป็นแค่แผ่นปะหน้า ส่วนเอกสารที่ตั้งเป็นปึกๆ อาจจะไม่ใช่สำนวนของจริง
ส่วนการที่ไอลอว์ แสดงจุดยืนว่า หาก กกต.ไม่เปิดเผยข้อมูล ก็พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลเอง รวมถึงข้อมูลภาพจากกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. โดยแหล่งข่าวมองว่า ข้อมูลลักษณะนี้อยู่ในความครอบครองของ กกต.อยู่แล้ว
สำหรับกรณีที่ผู้เปิดเผยข้อมูลเป็นบุคคลภายนอกหรือองค์กรเอกชน แหล่งข่าวมองว่า ข้อกฎหมายจะแตกต่างจากกรณีเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะไม่มีกฎหมายเฉพาะในลักษณะเดียวกับที่ใช้ควบคุมเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่รักษาความลับราชการ
หากมีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เปิดเผยข้อมูล และข้อมูลดังกล่าวไปกระทบต่อบุคคลใด ประเด็นความผิดที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา จึงอาจเป็นเรื่องความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่ในชั้นศาล หากผู้ถูกกล่าวหาสามารถพิสูจน์ได้ว่า ข้อมูลที่นำมาเปิดเผยเป็นความจริง และการเปิดเผยเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ก็จะเป็นข้อต่อสู้สำคัญตามหลักกฎหมายหมิ่นประมาท
แหล่งข่าวระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาคดีในลักษณะดังกล่าว มีแนวทางคำพิพากษาที่ศาลให้ความสำคัญกับการนำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยหากพิสูจน์ได้ว่าข้อมูลเป็นความจริงและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ก็อาจไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท
เมื่อถามว่าไอลอว์จะต้องเปิดเผยหรือไม่ว่า ได้เอกสารหรือพยานหลักฐานมาจากใคร แหล่งข่าว อธิบายว่า ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยมีสิทธิในการต่อสู้คดีและปฏิเสธข้อกล่าวหา การที่บุคคลไม่เปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูล ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ ดังนั้น การดำเนินคดีจึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ใครเป็นผู้มีหน้าที่รักษาความลับ ใครเป็นผู้นำเอกสารออกไป ใครเป็นผู้เผยแพร่ และการกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายข้อใด
สรุปง่าย ๆ คือ หากผู้ทำเอกสารหลุดเป็น เจ้าหน้าที่รัฐ และมีพยานหลักฐานชัดเจนว่า เป็นผู้มีหน้าที่รักษาความลับ แต่นำข้อมูลออกไปเผยแพร่โดยมิชอบ ก็อาจมีความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัย
แต่หากเป็น บุคคลภายนอก การจะเอาผิดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะนำข้อมูลมาเผยแพร่ ต้องดูว่าข้อมูลนั้นกระทบสิทธิของบุคคลอื่นหรือไม่ และหากเป็นคดีหมิ่นประมาท ก็ยังสามารถต่อสู้ได้ด้วยการพิสูจน์ความจริงและประโยชน์สาธารณะ