นายนภินทร ระบุว่า ตนได้รับคำสั่งแต่งตั้งจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งลุ่มน้ำภาคกลาง ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี รวม 5 จังหวัด คณะอนุกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด รวมถึงผู้แทนจากกระทรวงคมนาคม กระทรวงกลาโหม สำนักงบประมาณ กรมชลประทาน และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัด เพื่อเตรียมแก้ไขปัญหาอุทกภัยจากสถานการณ์พายุฝนที่จะเข้าสู่พื้นที่ภาคกลางในช่วงเดือนกันยายน
นายนภินทร กล่าวว่า ตนมีกำหนดการลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีในวันที่ 27 สิงหาคม และได้ทำหนังสือแจ้งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคมว่า จะไปราชการในวันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม มีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการจากทั้ง 5 จังหวัดเดินทางมาประชุมร่วมกันที่จังหวัดราชบุรี
ส่วนกรณีที่ได้รับแจ้งว่าจะมีกระทู้ถามสดนั้น
นายนภินทร กล่าวว่า ตนได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่ามีกระทู้ถามสด แต่ในขณะนั้นยังไม่ทราบว่าจะเป็นเรื่องใด และวันต่อมาได้ประสานกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งเพื่อยืนยันว่าในวันที่ 27 สิงหาคม ตนมีภารกิจตรวจราชการที่จังหวัดราชบุรี
นายนภินทร ยอมรับว่า การมาตอบกระทู้ถามและชี้แจงต่อสภาถือเป็นหน้าที่สำคัญ แต่เมื่อภารกิจเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ตนเห็นว่าต้องเลือกภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนก่อน เพราะการประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากทั้ง 5 จังหวัดเดินทางมาร่วมกัน หากเลื่อนการประชุมออกไป อาจต้องรอถึงกลางเดือนกันยายน เนื่องจากตนมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ และอาจไม่ทันต่อสถานการณ์พายุฝนที่จะเข้าสู่พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง นายนภินทร ระบุว่า ตนมีจิตสำนึกต่อประชาชน พร้อมย้อนถามกลับผู้ที่กล่าวหาว่าตนไม่มีจิตสำนึกว่า “มีวุฒิภาวะมากแค่ไหน” ที่มองว่าตนขาดจิตสำนึกจากกรณีดังกล่าว
ประเด็นที่ถูกตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับ “นายเอ”
โดย นายนภินทร ระบุว่า หากมีข้อสงสัยสามารถโทรศัพท์เข้ามาสอบถามได้ทันที พร้อมระบุว่า หากนายพริษฐ์และนายยิ่งชีพ ต้องการสอบถาม ตนพร้อมเปิด Speakerphone ให้ฟังต่อหน้ากันตรงนี้
นายนภินทร กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ถูกตั้งกระทู้ถามระบุว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 นายเอ ซึ่งเป็นผู้สมัคร สว. ได้เข้าพบตนในห้องทำงาน ขณะที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และในวันที่ 25 มิถุนายน ได้ถูกเรียกมาพบอีกครั้ง รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่าให้เซ็นใบลาออกจากการเป็นสว. ล่วงหน้า จึงมีการตั้งคำถามว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่
นายนภินทร ชี้แจงว่า จุดเริ่มต้นของการเข้าพบเกิดจากการประสานงานของประธานสภาเกษตรแห่งชาติในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2567 เพื่อขอเข้าพบ เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับภาคการเกษตรในจังหวัดราชบุรี จึงมีการนัดหมายเข้าพบในวันที่ 24 มิถุนายน ที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันดังกล่าว มีผู้แทนจากสภาเกษตรแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาเกษตรแห่งชาติ รวมถึงผู้อำนวยการและประธานสภาเกษตรจังหวัดราชบุรี และนายเอเข้าร่วมการหารือ ตนจึงได้เชิญข้าราชการระดับสูงจากกรมการค้าภายในและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเข้ามาร่วมพูดคุยด้วย เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร
"จากนั้น ระหว่างการพูดคุย นายเอได้กล่าวขึ้นมาว่า ตนเป็นผู้สมัคร สว. และขอให้ช่วยสนับสนุน แต่ตนตอบปฏิเสธทันที ว่าไม่สามารถช่วยเหลือหรือสนับสนุนได้ เนื่องจากมีกฎหมายห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. อีกทั้งในขณะนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีคำสั่งภายในพรรคอย่างชัดเจน ห้ามสมาชิกพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. หลังจากปฏิเสธเรื่องดังกล่าวแล้ว การหารือจึงกลับเข้าสู่ประเด็นปัญหาการเกษตร โดยเฉพาะปัญหาของชมรมผู้เลี้ยงไก่งวงที่ประสบปัญหาเรื่องตลาดและการจำหน่ายผลผลิต" นายนภินทร ระบุ
นายนภินทร กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นมีหนังสือเกี่ยวกับปัญหาของชมรมผู้เลี้ยงไก่งวงไปยังสภาเกษตรแห่งชาติ และมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา โดยที่ประชุมมีความเห็นให้นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีหนังสือออกเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2567 แต่หลังจากนั้นเรื่องไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ต่อมา ผู้ร้องเรียนได้ทำหนังสือถึงประธานสภาเกษตรแห่งชาติ เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการประสานงานมายังนายนภินทร
นายนภินทร กล่าวว่า มีการหารือถึงแนวทางจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการบริโภคไก่งวงและช่วยแก้ปัญหาตลาด โดยเนื่องจากตนมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ จึงมีการนัดหมายหารืออีกครั้งในวันที่ 25 มิถุนายน เพื่อเร่งจัดทำหนังสือเสนอเรื่องการจัดกิจกรรม กระทั่งวันที่ 25 มิถุนายน นายเอเดินทางมาพร้อมกับคณะ และได้ขอให้ตนช่วยสนับสนุนเรื่องการสมัคร สว. อีกครั้ง
นายนภินทร ยืนยันว่า ตนปฏิเสธอีกครั้งทันที และเชิญนายเอออกจากห้อง เนื่องจากได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ พร้อมระบุว่า ตนยังได้ตำหนิผู้ที่พานายเอมาด้วยว่า เหตุใดจึงนำมาพูดเรื่องนี้อีก ทั้งที่ได้ปฏิเสธไปแล้ว
การพบกับนายเอทั้ง 2 ครั้งมีที่มาจากการหารือปัญหาภาคการเกษตร โดยเฉพาะปัญหาผู้เลี้ยงไก่งวง ส่วนกรณีที่นายเอขอให้ช่วยสนับสนุนการสมัคร สว. นั้น ตนยืนยันว่าได้ปฏิเสธอย่างชัดเจนทั้งสองครั้ง และไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือหรือสนับสนุนการสมัคร สว. แต่อย่างใด
นายนภินทร ยังกล่าวชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาที่มีต่อตนเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีพยานหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน และไม่มีหนังสือหรือเอกสารที่ยืนยันตามข้อกล่าวหา ขณะที่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 คน ต่างให้การสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ตนชี้แจงทั้งหมด ผมเองก็เป็นมนุษย์กินข้าวคนหนึ่ง ไม่โง่ที่จะทำผิดกฎหมายต่อหน้าคน 8-9 คน ถ้าบอกว่าจะช่วยอะไร ให้เซ็น ไม่ร้อง จะทำต่อหน้าคน 8-9 คนได้อย่างไร นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมนำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่ 26 เชื่อว่า “ไม่” ได้รับความเป็นธรรม
นายนภินทร ตั้งคำถามว่า นายยิ่งชีพ และนายพริษฐ์ ได้นำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาเปิดเผยหรือไม่ รวมถึงได้ระบุหรือไม่ว่ามีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องให้การในลักษณะดังกล่าว
สำหรับกรณีวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงการปฐมนิเทศ สว. ที่โรงแรมพูลแมน
นายนภินทร กล่าวว่า มีการนำข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ของ สว. และนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยมาเชื่อมโยงกับสถานที่ดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตว่า โรงแรมพูลแมนเปรียบเสมือนพื้นที่สาธารณะ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปใช้บริการได้ ทั้งบริเวณชั้นล่าง ร้านกาแฟ ล็อบบี้ และห้องอาหาร
นายนภินทร ระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว พรรคภูมิใจไทยซึ่งสำนักงานยังสร้างไม่เสร็จ ก็ใช้สถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์และพูดคุยกัน และหากมีเรื่องสำคัญก็สามารถใช้ห้องประชุมขนาดเล็กที่รองรับคนได้ไม่เกิน 10 คน ส่วนกรณีที่อ้างว่า สว. รวมตัวกันเป็นจำนวนมากถึงประมาณ 100 คน หากเกิดขึ้นจริงก็ต้องใช้ห้องประชุมใหญ่
“การมีสัญญาณโทรศัพท์ของ สส.พรรคภูมิใจไทย อยู่ที่โรงแรมพูลแมน ถามว่ามีหลักฐานหรือไม่ว่าอยู่ในห้องประชุมตรงนั้น” นายนภินทร ระบุ
นายนภินทร ยืนยันด้วยว่า ในวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2567 ตนไม่ได้อยู่ที่โรงแรมพูลแมน เนื่องจากเดินทางไปราชการที่ประเทศเยอรมนี โดยมีทั้งหนังสืออนุญาตเดินทางไปราชการที่เสนอถึง นายภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น รวมถึงหลักฐานหนังสือเดินทางแสดงการเดินทางเข้า-ออกประเทศ โดยตนเดินทางออกจากประเทศไทยวันที่ 28 มิถุนายน 2567 และเดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 8 กรกฎาคม 2567 ซึ่งได้นำหลักฐานทั้ง 2 ส่วนส่งให้ กกต. ชุดที่ 26 แล้ว
“นี่คือหลักฐานชัดเจน แล้วถามว่าตั้งข้อกล่าวหาได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าคณะกรรมการชุดที่ 26 ใช้วิธีการตั้งข้อหาแบบสุ่ม” นายนภินทร กล่าว
นายนภินทร กล่าวว่า เชื่อว่าผู้ถูกร้องทั้ง 229 คน มีหลักฐานที่สามารถนำมาใช้ชี้แจงข้อกล่าวหาได้อย่างชัดเจน แต่ขณะนี้มีกระแสกดดันให้ส่งฟ้องทั้ง 229 คน จึงตั้งคำถามว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการส่งฟ้องที่เป็นธรรมหรือไม่ เพราะมีการเปิดหลักฐานเพียงไฟล์เดียว ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อผู้ถูกร้อง ขณะที่หลักฐานที่ใช้ต่อสู้และเป็นคุณต่อผู้ถูกร้องกลับไม่ได้ถูกเปิดเผย ซึ่งการที่ กกต. ดำเนินการพิจารณาคดีมากกว่า 400 คดี อย่างละเอียดเป็นรายบุคคล ถือเป็นการกระทำที่ชอบและถูกต้อง แต่การกดดันให้ส่งฟ้อง 229 คน โดยเปิดหลักฐานเพียงด้านเดียวและกดดันการทำงานของ กกต. นั้น หากมองในทางการเมืองถือว่าเป็น “การทำงานการเมืองที่สกปรก”
นายนภินทร ระบุอีกว่า กกต. เป็นองค์กรอิสระ และมีหน้าที่ในลักษณะคล้ายตำรวจและอัยการ โดยในกรณีที่การเลือกตั้งยังไม่ได้รับรอง กกต. สามารถดำเนินการตามอำนาจในการให้ใบแดงได้ แต่หากมีการรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว กกต. จะทำหน้าที่สืบสวน ไต่สวน และมีความเห็นส่งต่อศาล พร้อมยืนยันว่า กกต. มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว การจินตนาการว่า สว. เป็นผู้เลือก กกต. มา 4 คน แล้วนำไปเชื่อมโยงกับการทำงานของ กกต. เป็นการตั้งเจตนาและตั้งคำถามต่อสังคมโดยที่ควรให้โอกาสผู้ปฏิบัติงานได้ทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองฝ่ายใดก็ตาม แต่พยายามเปิดเรื่องมาแล้วบีบ กดดัน กกต. ถือว่าเป็นการทำงานที่ไม่เหมาะสม เป็นการเมืองที่สกปรก จึงขอฝากสังคมพิจารณาว่าสังคมแบบนี้ควรรับฟังหรือไม่ ควรรับฟังทุกพรรค ทุกฝ่าย
นายนภินทร กล่าวอีกว่า ในสำนวนของ กกต. มีข้อมูลจำนวนมาก แต่เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลในลักษณะที่เป็นผลร้ายต่อผู้ถูกร้อง กกต. ไม่สามารถนำข้อมูลมาชี้แจงหรือโต้ตอบต่อสังคมได้ เพราะเป็นองค์กรที่ต้องรักษาความเป็นอิสระในการทำงาน ดังนั้นจึงไม่ควรนำข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียวมาเสนอ
“ที่ผ่านมา ที่ผมไม่พูด เพราะอยากให้ กกต. มีอิสระในการทำงาน ผมพูดเพียงว่าผมบริสุทธิ์ เพื่อไม่ให้การพูดของผมไปกดดัน กกต. ว่าจะต้องไม่ส่งฟ้อง แต่เมื่อคุณยิ่งชีพและคุณพริษฐ์มาพูดแบบนี้ ผมก็จำเป็นต้องพูด หากสงสัยอะไรถามมาเลย พร้อมตอบทุกคำถาม” นายนภินทร เผย
ส่วนอีกประเด็นที่มีการกล่าวถึงช่วงวันที่ 21-27 มิถุนายน ว่ามี สว. ไปร่วมกิจกรรมและมีการพบเห็นนายอนุทิน ที่โรงแรมพูลแมน
นายนภินทร ตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ เนื่องจากนายอนุทินเดินทางไปโรงแรมพูลแมนเป็นประจำ การที่มี สว. ไปที่โรงแรมดังกล่าวจะหมายความว่าอยู่ในห้องประชุมหรือเกี่ยวข้องกันจริงหรือไม่ เพราะตนไม่ทราบ แต่ไม่ควรนำไปสันนิษฐานในเชิงลบ
“จึงอยากขอให้สังคมรับฟังให้รอบด้าน และให้โอกาสคนทำงาน ให้โอกาส กกต. และให้ผู้ถูกกล่าวหาได้มีโอกาสพูดบ้าง” นายนภินทร กล่าว
นายนภินทร ยังกล่าวถึงกรณีมีผู้สมัคร สว. ประมาณ 4-5 คน เดินทางไปที่กระทรวงพาณิชย์ โดยระบุว่า หากถามว่าได้พบกับบุคคลเหล่านั้นหรือไม่ ตนยืนยันว่าไม่พบ พร้อมตั้งคำถามกลับว่า กระทรวงพาณิชย์มีข้าราชการและบุคลากรประมาณ 4,000-5,000 คน หากมีผู้สมัคร สว. เดินทางเข้ามาที่กระทรวงแล้วถูกนำไปเชื่อมโยงกับตน จะนำไปเชื่อมโยงต่ออย่างไร ผมมองว่าเป็นการโยงและเป็นจินตนาการแบบไร้เหตุผล
นายนภินทร กล่าวว่า บางเรื่องอาจมีเส้นทางการเงินที่สามารถนำมาชี้แจงได้ แต่การที่บุคคลหนึ่งรู้จักกับนักการเมือง หรือรู้จักกับผู้สมัคร สว. เพียงเท่านั้น จะถือเป็นหลักฐานได้หรือไม่ และจะสรุปได้หรือไม่ว่าผู้สมัครหรือนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ว่าจ้างหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว
นายนภินทร ย้ำว่า ที่ผ่านมาตนพยายามพูดคุยและเงียบที่สุด เพราะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อ กกต. แล้ว และเมื่อคณะกรรมการมีความเห็นว่าตนมีความผิด ตนก็เชื่อว่าคณะกรรมการมีเหตุผลเพียงพอในการพิจารณา และขณะนี้ยังเชื่อว่าตนได้รับความเป็นธรรมจาก กกต. ชุดที่ 26
นายนภินทร เปิดเผยว่า ตนได้แจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว เนื่องจากข้อมูลที่นายยิ่งชีพนำมาพูดนั้น มีกรณีที่เกี่ยวข้องกับตน และมีข้าราชการ 2 คนอยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่กลับไม่ได้มีการพูดถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด และ การนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วนเป็นการตัดข้อความและตัดบริบทบางอย่างออกจากเหตุการณ์ และไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการให้ร้ายตน ทำไมไม่พูดให้หมดว่าข้าราชการ 2 คนอยู่ในห้องด้วย เห็นเหตุการณ์เป็นการตัดข้อความบางส่วนต่อสังคม ผมมองว่าการแสดงความคิดเห็นแบบนี้ไม่ใช่ประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการให้ร้าย ขณะนี้ได้แจ้งความไว้แล้ว และขอให้ไปพบกันที่ศาลในทุกคดีที่มีการพูดถึงตน พร้อมระบุว่า ในบางเรื่องตนจะดำเนินคดีด้วยตัวเอง
สำหรับกรณีของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ที่นำประเด็นดังกล่าวไปพูดในสภา
นายนภินทร กล่าวว่า ตนไม่มีโอกาสได้ตอบในขณะนั้น แต่วันนี้ได้ชี้แจงแล้ว พร้อมขอให้นายพริษฐ์ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติ เปิดเผยหลักฐานทุกมุม การที่อ้างว่ามีเอกสาร 90,000 กว่าหน้า ถ้าอยากเปิดก็ต้องเปิดทุกมุม เพราะผู้ถูกร้องมีเอกสารที่แสดงทั้งหมด ทำไมต้องเปิดหลักฐานซีกเดียว
นายนภินทร กล่าวทิ้งท้ายว่า การนำเสนอหลักฐานเพียงด้านเดียวเชื่อว่าเป็นการให้ร้ายและอาจทำให้บ้านเมืองเกิดปัญหา พร้อมระบุว่า การเมืองในขณะนี้ สกปรกมาก
ส่วนกรณีที่มีการระบุว่านายพริษฐ์ติดงานเสวนาและไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้
นายนภินทร กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวก็ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า เรื่องใดมีความสำคัญ และหากเห็นว่างานเสวนาสำคัญจนไม่สามารถมาได้ ก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละคน