ทั้งนี้ ส่วนตัวขอชื่นชม นายพิสิษฐ์ ด้วยเช่นกันว่า ในวันที่ 8 เม.ย. 2568 ถือเป็นหนึ่งใน 13 สว. ที่ถอนตัวออกจากกรรมาธิการตรวจสอบประวัติผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อป้องกันข้อครหาว่าด้วยเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าวันนั้น นายพิสิษฐ์ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว วันนี้จึงขอให้ใช้หลักการเดียวกัน เมื่อถูกกล่าวหา ก็ต้องยิ่งเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดได้รับการตรวจสอบ
"แต่วันนี้มีเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น คือเรื่องที่ กกต. มีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. 1,767 คน ข่าวนี้ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า กกต. สามารถดำเนินการทางอาญาได้ แต่ต้องถามว่า กกต. มีการกำหนดหรือไม่ว่า ในผู้กระทำผิด 1,767 คนนั้น มีผู้ที่เป็น สว. จริงกี่คน และ สว. สำรองกี่คน หากผิดจริงก็ต้องให้ดำเนินการคืนเงินตามกระบวนการ เพราะคดีอาญาที่จะต้องส่งศาลฎีกา มีผลต่อ สว. ที่กำลังใช้อำนาจหน้าที่อยู่ไม่เหมือนกัน แต่ในการดำเนินคดีอาญามีบทบาทในตัวของมันเอง ไม่ได้ทำให้ สว. หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ซึ่งเหมือนเป็นการซื้อเวลา" นายภัณฑิล กล่าว
นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวอยากให้มีการปรับแก้กฎหมาย โดยให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ร้องเองได้ หากมีกรณีการกระทำที่ไม่ชอบต่อหน้าที่ ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และเมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา โดยผู้ถูกกล่าวหาเป็น สว. บุคคลนั้นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดระหว่างรอคำพิพากษา