บทบรรณาธิการ : เดิมพันฮั้ว สว. คำขอสุดท้ายของ "ยิ่งชีพ" ส่งฟ้องศาล หยุดวงจรลอยนวล
28 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

บทบรรณาธิการ : เดิมพันฮั้ว สว. คำขอสุดท้ายของ "ยิ่งชีพ" ส่งฟ้องศาล หยุดวงจรลอยนวล
Exclusive
28 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

บทบรรณาธิการ : เดิมพันฮั้ว สว. คำขอสุดท้ายของ "ยิ่งชีพ" ส่งฟ้องศาล หยุดวงจรลอยนวล
KEY
POINTS
“ผมไม่อยากทำหน้าที่นี้เลย ถ้าระบบมันไม่บิดเบี้ยวขนาดนี้”
เป็นคำพูดของ “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw (ไอลอว์) ที่ให้สัมภาษณ์ไว้กับ “เนชั่นออนไลน์” ถึงบทบาทการตีแผ่นพยานหลักฐานในคดี ฮั้ว สว. ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากต่อรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย และผู้ที่ถูกกล่าวหาในขบวนการนี้จำนวน 229 ราย แบ่งเป็น สว.ในชุดปัจจุบัน 138 ราย รัฐมนตรี 13 ราย และ สส.พรรคภูมิใจไทย อีก 17 คน แน่นอนนี่เป็นภารกิจที่ “ใหญ่เกินตัว” ในฐานะภาคประชาชน เมื่อต้องเปิดหน้าชนกับผู้มีอำนาจในบ้านเมือง อะไร คือ แรงผลักดันที่ทำให้เขาเลือกตัดสินใจแบบนี้
“ยิ่งชีพ” เริ่มประเมินอาการของคนในรัฐบาล และหน่วยงานของรัฐที่ออกมาตั้งคำถามกับพยานหลักฐานที่เจ้าตัวเปิดออกมา ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเงิน ประวัติการใช้โทรศัพท์ คำให้การ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างกันของคนในขบวนการ เมื่อเปิดออกมาก็เป็นไปตามที่คิดเอาไว้ คือ “ปฏิเสธ” และตั้งคำถามว่าแสวงหาหลักฐานเหล่านี้มาได้อย่างไร นำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดี ที่เขามองว่าเป็นปกติอยู่แล้วที่หน่วยงานรัฐ อย่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ต้องออกมา "แก้เก้อ" เพื่อไม่ให้โดนข้อหาละเลยการปฏิบัติหน้าที่ แต่จากการค้นคว้าของตน ไม่พบว่าตนเองทำผิดกฎหมายข้อใด พร้อมเปรียบเทียบว่าในคดีสำคัญอื่น ๆ
“เช่นเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความรุนแรง ก็ต้องถูกดำเนิน คดี หรือเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็ต้องถูกดำเนินคดี รอยกระสุน วิถีกระสุนตกลงมาอย่างไร ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลในสำนวนทั้งนั้น ทำไมจะเปิดเผยไม่ได้ นี่เป้นเรื่องปกติ เมื่อมีคนไปค้นหาเจอก็นำออกมาเล่าสู่สาธารณะ อยากถามว่ามันผิดกฎหมายอย่างไร”
และที่สำคัญ “ยิ่งชีพ” มองว่าปัจจัยที่เป็นตัวเร่งให้มีคนนำข้อมูลมาเผยแพร่มากยิ่งขึ้น คือ ความคืบหน้าในทางคดี ถ้าเป็นไปตามกระบวนการทุกอย่าง ก็คงไม่เกิดปรากฎการณ์นี้ แต่ด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่บิดเบี้ยว ทำให้ กกต. ซึ่งมีที่มาจาก สว. ชุดที่ถูกกล่าวหา ขาดความเป็นอิสระและไม่เป็นกลาง และมีท่าทีเหมือนจะ “เป่าคดี” จนทำให้คนในกระบวนการอึดอัดและอยากให้เปิดเผยข้อมูลออกมาให้คนได้รู้ ก่อนจะบอกว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ ก็ถือว่า “เกรงใจกระบวนการ” อยู่บ้าง คือ ไม่ได้เปิดทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงมีหลักฐานเยอะมากกว่าที่ปรากฏตอนนี้
“ก่อนหน้านี้ ก็มีคนมาถามผมว่า มีเหรอหลักฐาน มีเหรอโทรศัพท์ ก็เลยเปิดให้ดู แค่นิดนึง นิดเดียวนะ ไม่ได้เปิดเยอะ คือ ถ้า อยู่ ดี ๆ ผมเอาไปโพสต์เลยทั้งหมด ก็ว่าไปอย่าง แต่ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นความผิดตามกฎหมายอะไรครับ”
แนวทางการเปิดเผยข้อมูลของไอลอว์ “ยิ่งชีพ” ได้รับข้อมูลมานานแล้ว และผู้ส่งต้องการให้เปิดเผยทั้งหมดทันที แต่เขาเลือกที่จะเปิดเผยเพียงบางส่วนเพื่อพิสูจน์ว่ามีหลักฐานอยู่จริง ซึ่งสิ่งที่ได้มามีทั้งบันทึกการโทรศัพท์ เส้นทางการเงิน และหลักฐานการโอนเงินจำนวนมาก ส่วนถ้าถามว่าได้มาได้อย่างไร คำตอบที่ได้ คือ “ไม่บอก” แต่ขอยืนยันว่าเป็นความจริงทั้งหมดที่เปิดเผย และที่สำคัญหลักฐานที่เปิดออกมายังไม่เคยบอกว่า “ใครผิด” แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่หลักฐานมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด กกต. ก็ต้องสั่งฟ้อง หากไม่สั่งฟ้อง โดยที่บอกว่าไม่มีใครเกี่ยวข้องกับกรกระทำความผิดเลย ยกฟ้องทั้งหมด ข้อมูลที่เราเปิดกันมาก็จะไม่มีใครได้รับทราบเลย จะหายไปทั้งหมดทั้งที่มันมีอยู่จริง จึงจำเป็นต้องเปิดเผยออกมาเพียงส่วนหนึ่ง เพียง เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า “หลักฐานอันควรเชื่อได้” นั้นมี
ส่วนที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาตั้งคำถามว่าทำไมจึงไม่เปิดข้อมูลหรือหลักฐานจากอนุฯ ชุดที่ 36 บ้าง หรือเป็นเพราะว่าชุดนี้ยกฟ้องทั้งหมด จึงไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อตนนั้น “ยิ่งชีพ” ปฏิเสธว่าตนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานจากชุดใดตนก็พร้อมเปิดเผย แต่สารภาพตรงๆ ว่า ไม่มีข้อมูลของชุดที่ 36 และหากใครมี ก็ยินดีให้ส่งมา และพร้อมจะเปิดเผยทันที และตนไม่เคยบอกว่าข้อมูลที่เปิดเป็นสำนวน หรือ ความเห็นของอนุฯ ชุดที่ 26 แต่เป็น "ข้อมูลดิบ" ที่รวบรวมกันมานานกว่า 2 ปี
สัปดาห์ที่ผ่านมาข้อมูลที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลมากที่สุด คือ การออกมาเปิดเผยประวัติการใช้โทรศัพท์ของ ภราดร - กรวีร์ ปริศนานันทกุล 2 สส.จังหวัดอ่างทอง คนหนึ่งเป็น “รัฐมนตรี” อีกคนหนึ่งเป็น “ประธานวิปรัฐบาล” ล้วนมีตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลทั้งสิ้น แม้วันนี้ทั้งคู่จะออกมายอมรับว่าคุยโทรศัพท์กับผู้สมัคร สว. อ่างทองจริงเพราะรู้จักกัน แต่แย้งว่าบันทึกการโทร (Call Log) เพียงอย่างเดียวไม่สามารถพิสูจน์การทุจริตได้ หากไม่มีหลักฐานการสั่งการหรือเส้นทางการเงิน
“ยิ่งชีพ” เห็นด้วยว่า การคุยโทรศัพท์ไม่ผิดกฎหมาย แต่ หากพรรคการเมืองช่วยเหลือ หรือสนับสนุนผู้สมัคร สว. ถือว่าผิดกฎหมาย และยังชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง สว.อ่างทอง (นิทัศน์ อารีวงศ์สกุล) ซึ่งเคยทำงานบริหารสโมสรอ่างทอง FC ที่ครอบครัว “ปริศนานันทกุล” เป็นเจ้าของ
“ใช่ ท่านถามว่า ผิดตรงไหน ท่านนั่นแหละ ต้องตอบว่า คุยอะไรกัน ท่าน นิทัศน์ อารีวงศ์สกุล สว.อ่างทอง ที่ทำงาน เป็นผู้ บริหาร ของสโมสรอ่างทอง FC ที่ท่านเป็นเจ้าของ ถ้าท่านบอกว่า โทรคุยกันเรื่อง ฟุตบอล ก็จบ แต่เท่านี้จะเคลียร์หรือเปล่า และไม่ได้จบแค่คนนี้ ยังคุยกับท่านวีระศักดิ์ ท่านสืบศักดิ์ ท่านคอดียะห์ อีก คือคุยอะไรกัน ท่านก็ต้องชี้แจง”
มาจนถึงวันนี้ ยืนยันว่าขบวนการฮั้วขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมประมาณ 30 จังหวัดและใช้คนจำนวนมาก ระดับแกนนำย่อมไม่โอนเงินด้วยตนเองผ่านพร้อมเพย์ การอ้างว่าไม่มีหลักฐานการโอนเงินในชื่อตนเองจึง “ฟังไม่ขึ้น” เช่นเดียวกับคดีฆาตกรรมที่ผู้จ้างวานไม่ได้จับปืนเอง เราจะละเลยหลักฐานแวดล้อมที่ว่า “ผู้ช่วย สส.” ของคุณกรวีร์ เป็นผู้พาคุณนิทัศน์ไปประชุม และร่วมเปิดห้องพักที่โรงแรมมารวยการ์เด้น ได้อย่างไร
นอกจากนั้น เส้นทางการเงิน ยังระบุชัดเจนว่าเครือข่ายวนเวียนอยู่รอบ “พรรคภูมิใจไทย” เช่น การโอนเงินโดย "สุบิน ศักดา" ซึ่งเป็นผู้ช่วย สส. ของคุณพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย หรือ การโอนเงินให้ กกต. ที่ จ.อำนาจเจริญโดยผู้ช่วย สส. ของนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และพยานที่ให้การว่ามีการจ่ายเงินสดโดย “นายก อบจ.” ที่มีความสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย ในพื้นที่นครศรีธรรมราช
“นี่มันรอบพรรคภูมิใจไทยแล้วเนี่ย กรรมการบริหารพรรค จะถูกตัดออกจากความรับผิดชอบเพียงเพราะไม่มีพร้อมเพย์ของท่านเหล่านี้ ผมคิดว่ามันไม่เมคเซนส์ พวกท่านไม่รู้เลยหรือว่า ผู้ช่วย สส. ของท่านไปเกี่ยวข้องเต็มไปหมด ช้าที่สุดที่ท่านควรจะรู้ คือ วันที่พวกเขาถูกเรียกไปให้การเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน ท่านได้จัดการอะไรต่อจากนั้นหรือไม่ ถ้าท่านรู้แล้วว่าลูกน้องท่านโอนเงินให้คนไปช่วยเลือก สว. อย่างน้อยท่านต้องไล่ออกจากพรรคไปแล้วหรือไม่”
“ยิ่งชีพ” ยอมรับว่า ไม่มีความเชื่อมั่นเลยว่า กกต. จะส่งฟ้อง โดยเฉพาะกลุ่ม “กรรมการบริหารพรรค” โดยเงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มต่อจากนี้ คือ หาก กกต. ส่งฟ้องทั้ง 229 รายเข้าสู่กระบวนการศาล ตนจะยุติบทบาทการแฉทันที แต่หาก กกต. ยกคำร้องในรายที่มีหลักฐานชัดเจน ตนจะยังคงเปิดเผยไฟล์ดิบทั้งหมดให้สังคมได้รับทราบต่อไป ก่อนเตือนไปยังผู้เกี่ยวข้องว่าอย่าท้า และอย่าแถ
“ถ้า กกต. ยกคำร้อง บอกว่าคนนี้ไม่มีหลักฐาน แล้วผมไปเปิดดูสำนวน หาจนสุดชีวิตแล้วไม่เจอจริงๆ ผมก็โอเค แล้วจะสรรเสริญเยินยอ และต้องยืนยันว่าผมดูแล้วไม่มีจริงๆ สังคมก็ต้องเข้าใจว่าไม่มีหลักฐานจะเอาผิดเขา แต่ถ้าท่านยกคำร้อง แล้วมันมีหลักฐาน จะให้ผมอยู่เฉยๆ ผมก็บาป และวันที่ผมเปิด จะโพสต์ไฟล์จริง ไม่ใช่แค่การสรุป จะให้ดูว่าของจริงเป็นอย่างไร คือ ผมไม่อยากทำหน้าที่นี้แล้ว ไม่อยากทำเลย ถ้าวันนี้สั่งฟ้อง 229 คน จะไม่ทำอะไรแล้ว จะนอน”
ในฐานะนักกฎหมาย “ยิ่งชีพ” เข้าใจดีว่า กระบวนการในชั้นศาล คาดว่าจะใช้เวลายาวนานหลายปี เนื่องจากมีพยานกว่า 500 ปาก และผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก ทำให้ สว. เหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่จนครบวาระ และ สว. ชุดนี้จะยังคงมีอำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. และ ป.ป.ช. ต่อไป แต่สิ่งที่ตนกังวลมากกว่า คือ กระบวนการเลือก สว. แบบนี้จะอยู่ต่อไป และคนในขบวนการทั้งหมดนี้ลอยนวลเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ความจริงเป็นอย่างไรก็ต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล ห่วงเพียงแต่ว่าถ้าจะต้องเลือก สว. ครั้งต่อไป ด้วยระบบนี้อีก และยังค้างคาอยู่ ข้อเท็จจริงยังเคลียร์กันไม่จบ และเดี๋ยวก็จะมีเรื่องใหม่เกิดขึ้น มีขบวนการฮั้วใหม่เกิดขึ้น ในปี 72 ซึ่งเราไม่อยากให้มีแล้ว”
“ยิ่งชีพ” ยอมรับว่าการให้ความสนใจของสังคมในประเด็นนี้สูงกว่าที่ตนคาดการณ์เอาไว้ แต่ก็ไม่ได้สูงกว่าที่ควรจะเป็น เพราะ วุฒิสภามีอำนาจมากในการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พิจารณาออกกฎหมาย รวมทั้งการจะแก้ไข หรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พวกเขามีอำนาจสูงสุดในการบอกว่าจะเอา หรือไม่เอาทางเลือกแบบใด และตราบใดที่ สว. มีที่มาที่ไม่ถูกต้อง ชอบธรรม พัวพันและอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมือง ที่สามารถสั่งซ้ายหัน ขวาหันได้นั้น เป็นสิ่งสำคัญที่คนต้องสนใจ เพราะ ถ้าเกิดสั่งไม่ฟ้อง สว. ขึ้นมาจริงๆ แล้วชุดนี้ลอยนวลทั้งหมด อยู่สบายจนครบวาระ เลือกใหม่ก็ยังเลือกพวกเดียวกันมาอีก คราวนี้ก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขอะไรได้บ้างแล้วในประเทศนี้…