"สมชัย" ซัดกลับ "ณัฐวุฒิ" ปมยื่น ป.ป.ช. เตือนร้องเท็จระวังดาบสอง
27 ส.ค. 2569 | titayu_pur

สมชัย ศรีสุทธิยากร โต้กลับ ณัฐวุฒิ วงศ์นิยม ยื่น ป.ป.ช.-ปปง. สอบเงินบริจาค ยันโปร่งใสมีคณะกรรมการ 5 คนดูแล เตือนระวังดาบสองหากร้องเรียนเท็จกลั่นแกล้ง
ข่าว
27 ส.ค. 2569 | titayu_pur

สมชัย ศรีสุทธิยากร โต้กลับ ณัฐวุฒิ วงศ์นิยม ยื่น ป.ป.ช.-ปปง. สอบเงินบริจาค ยันโปร่งใสมีคณะกรรมการ 5 คนดูแล เตือนระวังดาบสองหากร้องเรียนเท็จกลั่นแกล้ง
KEY
POINTS
27 สิงหาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เปิดหน้าชี้แจงโต้กลับ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมาย หลังถูกยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และ ปปง. ตรวจสอบจริยธรรมและอายัดทรัพย์สิน ปมเปิดบัญชีรับ เงินบริจาค โดยยึดหลักความบริสุทธิ์ใจ โดยยืนยันความโปร่งใสว่ามีคณะกรรมการร่วมดูแลถึง 5 คน ส่วนตนเองเป็นเพียงผู้ช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวสารเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเงินในบัญชีแต่อย่างใด พร้อมส่งสัญญาณเตือนสติข้อกฎหมายไปยังคู่กรณีว่า การร้องเรียนเท็จเพื่อกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นรับโทษทางอาญา อาจกลายเป็น "ดาบสอง" ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง พร้อมแย้มว่ามีข้อมูลเด็ดชุดใหญ่เตรียมไว้ตอบโต้ตามกระบวนการ
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณี นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายชื่อดัง ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเตรียมยื่นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบจริยธรรมและอายัดทรัพย์สิน ในข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงานของรัฐ ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. และข้อหาฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีเปิดบัญชีรับบริจาคโดยไม่ขออนุญาต หลังจากตนเองได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายสมชัยและพวกรวม 6 คน ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร
โดย นายสมชัย ระบุว่า การยื่น ป.ป.ช. ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน แม้เพียงเสียงเดียวก็สามารถยื่นได้หากพบเห็นว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือองค์กรอิสระ กระทำการที่เข้าข่ายผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
อย่างไรก็ตาม นายณัฐวุฒิ จะต้องไปทำการระบุรายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงระบุให้ชัดเจนว่าก ารกระทำดังกล่าวนั้น ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมในข้อใด หมวดใด จากทั้งหมดที่มีอยู่ 3 หมวด ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเป็นหน้าที่ของทาง ป.ป.ช. ที่จะพิจารณาเบื้องต้นตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
“ยืนยันว่า ตนเองไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปแก้ไขคำพูดใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะถือเป็นสิทธิของอีกฝ่ายในการร้องเรียน และขอให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามหน้าที่”
ส่วนกรณีที่ นายณัฐวุฒิ ประกาศว่าจะยื่นเรื่องให้ ปปง. ทำการตรวจสอบและอายัดทรัพย์สินจากการเปิดบัญชีรับเงินเรี่ยไรนั้น นายสมชัย ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า เรื่องนี้มีคณะกรรมการร่วมกันดูแลบัญชีถึง 5 คนอย่างโปร่งใส ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ช่วยประชาสัมพันธ์ประกาศบอกบุญเท่านั้น และความจริงมีผู้คนจำนวนมากช่วยกันกระจายข่าว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารจัดการเงินในบัญชีแต่อย่างใด
นายสมชัย ได้ฝากข้อคิดทางกฎหมายเพื่อเตือนสติ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ว่า
"การร้องเรียนโดยไม่ชอบธรรมและมีเจตนากลั่นแกล้งเพื่อให้ผู้อื่นต้องโทษทางอาญานั้น อาจส่งผลร้ายแรงย้อนกลับมาทำลายตนเองในภายหลัง"
"หากเรียนกฎหมายมาสูง ๆ ย่อมต้องรู้ดีว่า การมีเจตนาร้องเรียนเท็จเพื่อให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญานั้นมีความผิดทางกฎหมายอย่างไร หรือว่าลืมหมดแล้ว" นายสมชัย ระบุทิ้งท้าย
ท้ายที่สุด ต่อประเด็นกระแสข่าวที่ นายณัฐวุฒิ ฝากคำขู่ทิ้งท้ายในทำนองว่า "นายสมชัย โผล่ที่ไหน จะตามไปเอาทุกดอก" นั้น นายสมชัย ตอบกลับด้วยท่าทีเรียบเฉยว่า ตนไม่ได้ติดใจหรือกังวลแต่อย่างใด หากเดินทางมาพบด้วยท่าทีสุภาพ คุยกันด้วยเหตุและผล ไม่ใช้พฤติกรรมข่มขู่คุกคามแบบนักเลง ตนก็พร้อมยินดีต้อนรับ และยินดีหากสื่อมวลชนช่องต่าง ๆ จะนัดหมายมาพูดคุยสัมภาษณ์พร้อม ๆ กัน เนื่องจากตนเองยังมีข้อมูลสำคัญอีกมากที่พร้อมจะเปิดเผยต่อสาธารณะ
สำหรับประเด็นการใช้ถ้อยคำรุนแรงที่มีลักษณะดูหมิ่นเกียรติยศ และศักดิ์ศรีของตนโดยตรงจากฝั่งคู่กรณีนั้น นายสมชัย เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังพิจารณาให้ทนายความช่วยตรวจสอบรายละเอียด เพื่อดูว่าจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างไรต่อไป" เนื่องจากตนจำเป็นต้องพิทักษ์รักษาและปกป้องสิทธิของตนเองอย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย
อย่างไรก็ดี นายสมชัย ระบุว่าไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่โตหรือสลักสำคัญอะไร พร้อมกล่าวในเชิงท้าทายว่า "ขอให้เขาพูดเยอะ ๆ พูดมาก ๆ พูดบ่อย ๆ พูดแรง ๆ ไม่เป็นปัญหา" เพราะพฤติกรรมดังกล่าวจะกลายเป็นพยานหลักฐานที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นในการดำเนินคดีทางกฎหมายในอนาคต
นายสมชัย ยังได้เปิดข้อมูลย้อนเกล็ดพฤติกรรมและสถานะทางกฎหมายของ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม โดยระบุว่ามีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวพันกับหน่วยงานรัฐถึงสองแห่ง คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอัยการสูงสุด
ในส่วนของ กกต.นั้น นายสมชัย ตั้งข้อสังเกตว่า นายณัฐวุฒิ เคยสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ถึง 2 ครั้ง ในปี 2566 และปี 2569 ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าตนเองขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย เนื่องจากเคยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการด้วยเหตุประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
ดังนั้น ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ตนจะเดินทางไปสอบถามทาง กกต. ว่าได้ดำเนินการเอาผิดทางอาญาในกรณีดังกล่าวแล้วหรือยัง และหากพบว่า กกต. ยังนิ่งเฉยหรือไม่มีการดำเนินการใดๆ ตนจะใช้สิทธิร้องเรียนเอาผิดกับคณะกรรมการ กกต. ทั้งสองชุด (ชุดปี 2566 และชุดปี 2569) ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทันที
สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานอัยการสูงสุดนั้น นายสมชัย ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) เคยมีมติลงโทษไล่ นายณัฐวุฒิ ออกจากราชการถึง 2 กรณีด้วยกัน ได้แก่:
1. กรณีเป็นตัวกลางในการติดสินบนคดีใบแดงของ กกต.ซึ่งกระทำในฐานะส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งหน้าที่การงาน
2. กรณีปลอมแปลงเอกสารราชการ ซึ่งเป็นการกระทำในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ
นายสมชัย ตั้งคำถามไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดว่า "ได้มีการดำเนินคดีอาญากับบุคคลดังกล่าวแล้วหรือยัง?" ตนยืนยันว่า การออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความแค้นส่วนตัว หรือต้องการหาเรื่องขัดแย้งกับใคร แต่เมื่อข้อเท็จจริงและหลักฐานการกระทำความผิดปรากฏชัดเจนต่อสาธารณะแล้ว แต่หน่วยงานราชการกลับยังนิ่งเฉย ตนจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิในการติดตามและเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดต่อไป