ตาต่อตา! “สมชัย” แจ้งความกลับ กกต.-.เลขาฯ-จนท. 10 ราย 3 ข้อหา
20 พ.ค. 2569

ตาต่อตา! “สมชัย ศรีสุทธิยากร” นำทีมแจ้งความกลับ กกต.-เลขาฯ-จนท. 10 ราย ปมกล่าวหาประชาชนคดีอั้งยี่ซ่องโจร ชี้เข้าข่ายแจ้งความเท็จ-หมิ่นประมาท-ม.157
ข่าว
20 พ.ค. 2569

ตาต่อตา! “สมชัย ศรีสุทธิยากร” นำทีมแจ้งความกลับ กกต.-เลขาฯ-จนท. 10 ราย ปมกล่าวหาประชาชนคดีอั้งยี่ซ่องโจร ชี้เข้าข่ายแจ้งความเท็จ-หมิ่นประมาท-ม.157
20 พฤษภาคม 2569 จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนจำนวน 6 คน โดยกล่าวหาว่าประชาชนกลุ่มดังกล่าวมีพฤติกรรมเข้าข่ายขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ มีการถ่ายภาพ คลิปจนทำให้การลงคะแนนขาดความลับ และฝ่าฝืนข้อห้ามจนกระทบต่อการทำงาน ในการเลือกตั้งใหม่เขตคันนายาว โดยได้มีการมาแจ้งความดำเนินคดีที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) ในความผิดทางอาญา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
ล่าสุดวันนี้(20 พ.ค.69) เวลา 12.00 น. ที่ หน้าอาคารประชาอารักษ์ กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. , นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ “ครูชัย” เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black เดินทางเข้าแจ้งความ กกต. เลขาธิการ กกต. รองเลขาธิการ กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน และผู้อำนวยการการเลือกตั้ง รวม 10 คน ใน 3 ข้อหา ได้แก่ 1. แจ้งความเท็จ 2. หมิ่นประมาท และ 3. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157
สืบเนื่องจาก ก่อนหน้านี้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชน 6 คน โดยข้อกล่าวหาที่แจ้งมีความรุนแรง เช่น ข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกล่าวหาว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวจะสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง รวมถึงข้อกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งหมดถูกมองว่าเป็นข้อความอันเป็นเท็จ
นายสมชัย ยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ไม่ได้เข้าไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามที่ถูกกล่าวอ้าง พร้อมยืนยันว่ากลุ่มประชาชนทั้ง 6 คน ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ไม่มีการนัดหมายรวมตัวกัน ต่างคนต่างมา และไม่ใช่ขบวนการตามที่ถูกกล่าวหา
ส่วนกรณีการแจ้งข้อหาหมิ่นประมาท นายสมชัย ระบุว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังคณะทำงานของ กกต. เข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ต่อมาปรากฏรายชื่อประชาชนที่ถูกแจ้งความเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งบุคคลที่มีรายชื่อหลายคนเป็นผู้มีชื่อเสียง จึงมองว่าการถูกแจ้งข้อกล่าวหาในลักษณะรุนแรง ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ ทำให้ได้รับความเสียหาย
นายสมชัยระบุว่า ในส่วนของข้อหาหมิ่นประมาท จะดำเนินคดีอาญาก่อน ส่วนการฟ้องร้องทางแพ่งยังอยู่ระหว่างการหารือกับทีมกฎหมาย นอกจากนี้หลังพบว่ารายชื่อผู้ถูกแจ้งความหลุดสู่สาธารณะ ตนได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 เพื่อสอบถามถึงที่มาของข้อมูล โดยตำรวจยืนยันว่ารายชื่อดังกล่าวไม่ได้หลุดออกมาจากทางตำรวจ จึงเชื่อว่าข้อมูลน่าจะหลุดมาจากทาง กกต.
ในส่วนของข้อกล่าวหาความผิดตามมาตรา 157 นายสมชัย มองว่า การดำเนินการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการกลั่นแกล้งประชาชน และเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาเกินกว่าข้อเท็จจริง โดยอ้างอิงตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง หมวด 2 ว่าด้วยการสืบสวนและไต่สวน ซึ่งกำหนดว่า หาก กกต. จะดำเนินคดีอาญากับบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จะต้องมีการไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน รวมถึงเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ข้อมูลก่อนดำเนินคดี ดังนั้น นายสมชัยจึงเห็นว่าการดำเนินการของ กกต. ในกรณีดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกระบวนการ และอาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157
ทั้งนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงกรณีข่าวประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 หมายเลขข่าว 190/2569 กรณีที่ กกต. พร้อมคณะเดินทางมาแจ้งความเอาผิดประชาชนจำนวน 6 คน แต่ภายหลังได้มีการลบโพสต์ดังกล่าวออกไป ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า อาจมีข้อความหรือภาพบางส่วนที่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ว่า กกต. มีการแจ้งความเท็จ
โดยมีการเปรียบเทียบลักษณะการหักเหของแสงภายในภาพดังกล่าว คาดว่า กกต. น่าจะเดินทางมาแจ้งความในช่วงเวลา 12.00–14.00 น. ขณะที่กลุ่มประชาชนทั้ง 6 คน ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่โรงแรมเดอะสุโกศล ในเวลา 15.00 น. ของวันเดียวกัน จึงมองว่าเป็นไปไม่ได้ที่กลุ่มประชาชนดังกล่าวจะมีการรวมตัวกันในลักษณะอั้งยี่ซ่องโจรตามที่ถูกกล่าวหา และจึงตีความได้ว่า การแจ้งความของ กกต. อาจเข้าข่ายเป็นการแจ้งความเท็จ
ด้าน นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ เปิดเผยว่า การเดินทางมาในวันนี้เป็นการใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมต้องการสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยยังมีจุดที่ควรได้รับการตรวจสอบและปรับปรุง นอกจากนี้ ยังไม่เห็นด้วยกับการที่ภาครัฐดำเนินการฟ้องร้อง หรือมีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการฟ้องคดีต่อประชาชนที่ออกมาเสนอแนะหรือทักท้วงการทำงานของภาครัฐ เพราะมองว่าอาจทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว และกระทบต่อการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย ระบุว่า การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องหลักการประชาธิปไตยและการเคารพต่อกระบวนการเลือกตั้ง พร้อมมองว่าปัจจุบันผู้ที่มีความเห็นต่างกลับต้องเผชิญกับการถูกฟ้องปิดปาก
โดยยกตัวอย่างว่า การดำเนินคดีในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่กรณีการเลือกตั้งที่ จ.ชลบุรี มาจนถึงประเด็น QR Code ซึ่งทำให้ผู้ที่เห็นต่างไม่เพียงไม่ได้รับการยอมรับ แต่ยังอาจตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องได้เช่นกัน
นายชัยพนธ์ ยืนยันว่า แม้จะถูกฟ้องร้อง ประชาชนยังมีสิทธิในการปกป้องตัวเอง ต่อสู้คดี และใช้สิทธิฟ้องกลับตามกฎหมาย พร้อมย้ำว่าไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับ กกต. แต่การถูกปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทำให้จำเป็นต้องออกมาปกป้องสิทธิของตัวเอง และทุกการกระทำย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพนักงานสอบสวนยังไม่ได้ออกหมายเรียกประชาชนทั้ง 6 คนแต่อย่างใด โดยคดีดังกล่าวจะครบอายุความ 90 วัน ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นี้
ข่าวล่าสุด