ในขณะที่ นางวทันยา บุนนาค กมธ. กล่าวว่า กรมการศาสนา ปีนี้แม้จะได้งบประมาณน้อยลง เหลือ 333 ล้านบาท แต่ในรายละเอียด ก็พบว่างบประมาณกว่า 70% เป็นเงินสำหรับอุดหนุนค่าใช้จ่ายผ่านวัด/ศูนย์/องค์กรศาสนาต่าง ๆ มีข้อกังวลว่า เงินอุดหนุน เมื่อพ้นมือไปแล้ว จะตรวจสอบต่อจากนั้นอย่างไร เพราะกรมฯ ไม่มีเอกสารแสดงจำนวนผู้รับ เกณฑ์การจัดสรรเงินต่อแห่งของปีก่อน ๆ เลย
“ปีที่แล้วเรามีปัญหามาก เกี่ยวกับศรัทธาในพระพุทธศาสนา คดีเงินทอนวัด คดียักยอกเงินวัดดัง 300 กว่าล้าน ทำให้เป็นประเด็นที่สังคมอยากเห็นธรรมาภิบาลคู่ธรรมวินัย งบกว่า 70% ของกรมการศาสนา ยังตั้งเหมือนเดิมเป๊ะ ไม่ปรับปรุงรายละเอียดใด ๆ เลย ไม่เห็นกลไกธรรมาภิบาลใหม่เลย ทั้งที่มีปัญหาใหญ่ในปีที่แล้ว”
นางวทันยา ได้ขอเอกสารรายละเอียดการจัดสรรเงินอุดหนุน ปี 68-69 ว่าเป็นอย่างไรเป็นเอกสาร และขอให้ตอบด้วยวาจาว่าหลังมีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นนั้น ทางกรมได้ปรับหลักเกณฑ์ เพิ่มเงื่อนไขเรื่องธรรมาภิบาล บัญชีรายรับรายจ่ายหรือไม่ มีการสุ่มตรวจ หรือเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะอย่างไรบ้างหรือไม่
และมีความกังวล เช่นเดียวกับ กมธ. หลายท่านว่า การทำงานของกรมการศาสนา กับสำนักพุทธฯนั้น ใกล้เคียงกัน เช่น การตั้งงบบูรณะศาสนสถาน แต่ไม่มีรายละเอียด จึงอยากทราบเอาไปใช้ตรงไหน และซ้ำซ้อนกับสำนักพุทธ หรือ กรมศิลปากร หรือไม่
ด้าน เพียงพนอ บุญกล่ำ กมธ. แสดงความเห็นว่า ดูเหมือนงานของกรมฯ จะมุ่งส่งเสริมให้เกิดความรู้ และเผยแผ่ศาสนาพุทธและศาสนาอื่น ๆ แต่ในสถานการณ์ที่ผ่านมา สะท้อนความน่ากังวลว่า กิจกรรมและแผนงานของท่าน จะเน้นไปในเรื่อง “พิธีการ-พิธีกรรม” แล้วด้านเนื้อหา ยังขาดไปหรือไม่
“จัดงานแค่นี้ จบงานก็จบไป เหมือนยิงพลุขึ้นฟ้า มองเห็นแล้วหาย ควรปรับกิจกรรมให้คนในประเทศเข้าใจศาสนาอย่างแท้จริงในเชิงเนื้อหา ไม่ใช่พิธีกรรม และต้องส่งเสริมให้ศึกษาศาสนาอื่นด้วย มิฉะนั้นประเทศก็อยู่ด้วยความสงบไม่ได้”
ด้าน นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ชี้แจงต่อ กมธ.ว่า กรมมีภารกิจหลักในงานพิธีการ พระราชพิธี ศาสนพิธีต่าง ๆ และส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนา ตลอดจนส่งเสริมคุณธรรมในเด็กและเยาวชน และทำงานร่วมภาคีทั้ง 5 ศาสนา
ประเด็นข้อกังวลด้านการอุดหนุนงบประมาณไปยังโรงเรียน ชุมชน เครือข่ายนั้น ได้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส จะเห็นได้จากการประเมินคะแนน ITA และงบการเงินของกรม ก็มีผู้ตรวจสอบบัญชีอย่างชัดเจน
โครงการเงินอุดหนุนนั้น กรมฯ มีตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ และดำเนินการผ่านสำนักงานคลังจังหวัด คือ มีการตรวจสอบการใช้จ่าย ตามโครงการที่ได้เสนอมา มีตัวคูณการใช้จ่าย หากใครใช้ไม่หมดก็ต้องส่งคืนกรมฯ
“การใช้จ่ายเงินของกรมฯ ราบรื่นมาโดยตลอด ในส่วนเงินที่ใช้อุดหนุนกว่า 233 ล้านนั้น ยืนยันว่าคุ้มค่า และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ทุกประการ”
ขณะที่เรื่อง “ที่ดินและศาสนสมบัติ” การแบ่งส่วนราชการ ในปี พ.ศ. 2545 โอนไปยังสำนักพุทธฯ หมดแล้ว อาจจะยังมีชื่ออยู่เท่านั้น แต่ไม่ได้ดูแล และกำลังดำเนินการให้เรียบร้อยทั้งหมด