"วีระ" ซักงบศาลยุติธรรม 3.6 หมื่นล้าน รองเลขาฯ แจงเป็นเงินต้องคืน
17 ส.ค. 2569 | titayu_pur

"วีระ ธีระภัทรานนท์" กมธ.งบประมาณ ซักถามงบศาลยุติธรรม หลังพบเงินฝาก 3.6 หมื่นล้านบาท ด้านรองเลขาฯ ศาล แจงเป็นเงินผูกพันต้องคืนคู่ความ ไม่ใช่รายรับศาล
ข่าว
17 ส.ค. 2569 | titayu_pur

"วีระ ธีระภัทรานนท์" กมธ.งบประมาณ ซักถามงบศาลยุติธรรม หลังพบเงินฝาก 3.6 หมื่นล้านบาท ด้านรองเลขาฯ ศาล แจงเป็นเงินผูกพันต้องคืนคู่ความ ไม่ใช่รายรับศาล
KEY
POINTS
17 สิงหาคม 2569 ในการประชุม กมธ.งบประมาณ 2570 นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้ตั้งคำถามต่อการขอจัดสรร งบศาลยุติธรรม หลังพบว่ามี เงินฝากศาลยุติธรรม และเงินสดสะสมสูงถึง 3.6 หมื่นล้านบาท โดยซักถามถึงเหตุผลที่มีเงินคงค้างจำนวนมาก และเสนอแนะให้นำมาใช้ประโยชน์ เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดิน ด้าน นายภพ เอครพานิช รองเลขาฯ ศาล ชี้แจงยิบว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินที่มีภาระผูกพันตามกฎหมาย เช่น เงินประกันตัว และเงินวางศาล ที่ต้องจ่ายคืนคู่ความเมื่อคดีสิ้นสุด จึงไม่ใช่รายรับของศาลแต่อย่างใด
ที่สภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร วันนี้ที่ประชุมได้พิจารณาการของบประมาณของหน่วยงานศาล
ช่วงหนึ่งของการพิจารณา นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กมธ. ซักถามต่องบประมาณสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ขอจัดสรร 3.7 หมื่นล้านบาทว่า จากการตรวจสอบพบหน่วยงานมีเงินสด หรือรายการเทียบเท่าเงินสดมากถึง 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น งบการเงินที่เป็นเงินสด 48 ล้านบาท เงินทดลองจ่าย 38 ล้านบาท เงินฝาก 2.6 หมื่นล้านบาท ฝากประจำ 689 ล้านบาท ฝากคลัง 9,520 ล้านบาท
ซึ่งเงินส่วนดังกล่าวฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คล้ายกับเงินกระแสรายวันไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งเงินสดที่หน่วยงานมีจะทำอย่างไรได้หรือไม่ ที่จะนำออกมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ และเพื่อลดภาระทางงบประมาณ
ซึ่ง นายภพ เอครพานิช รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ชี้แจงว่า งบการเงินของศาลยุติธรรม รวมเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 3.6 หมื่นล้านบาท เงินตรงนี้มีที่มาที่ไปและมีความผูกพันที่ต้องใช้ ไม่ใช่เงินที่ศาลจะนำไปใช้ได้ ในส่วนของเงินฝากสถาบัน รวมทั้งเงินฝากที่มีระยะสั้น 2.7 หมื่นล้านบาท จะแบ่งเป็นเงินค่าธรรมเนียมศาล และค่าธรรมเนียมปรับ 907 ล้านบาท ส่วนนี้ต้องรอนำส่งในช่วงสิ้นปีงบประมาณ ในจำนวนศาล 280 กว่าแห่ง และเป็นเงินรับฝากค่าปรับผู้ประกัน 51 ล้านบาท ซึ่งต้องรอนำส่งเช่นเดียวกัน
ส่วนเงินจำนวนมากจะเป็นเงินรับฝากเงินกลาง 14,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความกำหนด และเป็นไปตามระเบียบที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความ ซึ่งกำหนดไว้ว่าเป็นเงินที่คู่ความ หรือบุคคลภายนอกนำมาวางไว้ต่อศาล ซึ่งไม่ใช่ค่าธรรมเนียมศาล และไม่ใช่เงินค่าปรับ แต่เป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณา เช่น เงินประกันตัวผู้ต้องหา หรือจำเลย เงินวางทรัพย์ชำระหนี้ เงินค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่รอศาลตัดสิน
“เพราะฉะนั้นจะเป็นเงินที่ต้องมีภาระที่ต้องคืนไม่ว่าโจทก์หรือจำเลย บางครั้งอาจจะมีการวางทรัพย์ไว้ ก็จะต้องมีการรับชำระเงินไปเมื่อคดีเสร็จสิ้น ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เงินรายรับของศาล แต่เป็นเงินที่ต้องคืน” รองเลขาฯ ศาลยุติธรรม กล่าว
นายภพ ชี้แจงว่า อีกส่วนจะมีเงินฝากของคู่ความจำนวน 437 ล้านบาท ตรงนี้จะเป็นในส่วนที่คู่ความนำมาวางไว้เพื่อส่งคำคู่ความทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเงินที่รับฝากไว้และรอจ่าย และเป็นเงินรับฝากค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ 43 ล้านบาท ซึ่งค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการจะมีการจ่ายให้กับฝ่ายที่มีการชนะคดี โดยใช้เงินตรงนี้เป็นเงินส่วนที่จะจ่ายค่าป่วยการให้กับอนุญาโตตุลาการ อีก 11 ล้านบาท ส่วนนี้จาก 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 2.7 หมื่นล้านบาท ที่มีภาระผูกพัน
นายภพ ชี้แจงว่า นอกจากนั้นยังมีเงินที่ศาลได้นำไปฝากคลังไว้ จะเป็นในส่วนของเงินประกันสัญญา 195 ล้านบาท คือการดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง โดยมีการจ่ายคืนให้กับคนที่วางหลักประกันไว้ หรือมีการบังคับหลักประกัน ซึ่งตรงนี้จะเป็นเงินที่มีภาระผูกพัน และมีเงินค่าธรรมเนียมศาลอีกส่วนหนึ่งจำนวน 9,000 กว่าล้านบาท เงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี 253 ล้านบาท เงินฝากเพื่อบูรณะทรัพย์สิน 93,000 บาท และเงินฝากค่าธรรมเนียมสอบการแข่งขัน 489,000 บาท ซึ่งจะเป็นเงินคงคลังที่ฝากไว้ แต่สุดท้ายก็จะมีการใช้ในเรื่องของตามภารกิจนั้นๆ ยืนยันว่าในส่วนนี้ไม่ใช่เงินรายรับที่ศาลยุติธรรม