นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การที่สหราชอาณาจักรให้ความสนใจแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าการยกระดับความปลอดภัยทางถนนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่ต้องสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนควบคู่กันไป โดยประเทศไทยพร้อมแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อร่วมผลักดันเป้าหมายการลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนตามเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
นายเจเศรษฐ์ ยังได้ฝากความห่วงใยถึงนักท่องเที่ยวชาวสหราชอาณาจักรที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่เช่ารถจักรยานยนต์หรือรถยนต์เพื่อเดินทางด้วยตนเอง ขอให้ศึกษากฎจราจรและเส้นทางก่อนออกเดินทาง สวมใส่อุปกรณ์นิรภัยที่ได้มาตรฐานทุกครั้ง ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ไม่ใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด และหลีกเลี่ยงการขับขี่ในสภาพร่างกายที่ไม่พร้อม เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นไปด้วยความปลอดภัยสูงสุด
นายเจเศรษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจและเดินทางกลับถึงประเทศไทย จะเร่งรัดขับเคลื่อนมาตรการ “ด่านชุมชน” ทันที พร้อมสั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการความร่วมมือกับฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) และภาคประชาชน เตรียมความพร้อมจัดตั้งด่านชุมชนให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดยาว 4 วันของสัปดาห์หน้า โดยเน้นการเฝ้าระวัง ตักเตือน และสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อลดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสีย และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่า “ด่านชุมชน” จะเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่กระทรวงมหาดไทยจะเร่งผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางในประเทศไทย