เนชั่นทีวี

ข่าว

"นักวิชาการ" วิเคราะห์ "นายกฯ" เยือนจีน "รื่นเริงที่ปักกิ่ง" แต่กลับมาหงุดหงิดที่กรุงเทพฯ

24 ก.ค. 2569 | natthanan_chu

"นักวิชาการ" วิเคราะห์ "นายกฯ" เยือนจีน "รื่นเริงที่ปักกิ่ง" แต่กลับมาหงุดหงิดที่กรุงเทพฯ

"นักวิชาการ" วิเคราะห์ "นายกฯ" เยือนจีน "รื่นเริงที่ปักกิ่ง" แต่กลับมาหงุดหงิดที่กรุงเทพฯ กับปมร้อนรอบด้าน ปัญหา "กัมพูชา-ไฟใต้เดือด"

"นักวิชาการ" วิเคราะห์ "นายกฯ" เยือนจีน "รื่นเริงที่ปักกิ่ง" แต่กลับมาหงุดหงิดที่กรุงเทพฯ กับปมร้อนรอบด้าน ปัญหา "กัมพูชา-ไฟใต้เดือด"

KEY

POINTS

  • ดร.สุรชาติ ชี้ทนายกฯ เยือนจีนสะท้อนนโยบายเอียงจีนชัดเจน เผชิญดรามาร้องเพลง "เถียน มี่ มี่" และเสียงท้วงจากไต้หวัน
  • ปัญหากัมพูชาปะทุซ้ำหลังกลับจากปักกิ่ง ปมคณะกรรมการประนอมภาคบังคับและกระแสกดดันให้ไทยถอนทหาร
  • ไฟใต้ลุกโชนเหตุ BRN โจมตีทหารพรานดับ 5 นาย ท้าทายรัฐบาลที่ต้องเร่งปรับอารมณ์และแก้ปัญหาความมั่นคง

24 กรกฎาคม 2569 ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คือผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์ และอาจารย์ประจำ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ กรณี "นายกฯอนุทิน" เดินทางเยือนจีนครั้งล่าสุด ว่า

 

 

 

หากดูจากภาพข่าวแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่า ท่านนายกฯ ดูจะ “สดชื่นรื่นเริง” กับการเดินทางเยือนจีนในครั้งนี้อย่างมาก เป็นการเยือนจีนที่ส่งสัญญาณทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจนว่า ไทยอยู่กับ และไทยจะยืนกับจีน 

 

"นักวิชาการ" วิเคราะห์ "นายกฯ" เยือนจีน "รื่นเริงที่ปักกิ่ง" แต่กลับมาหงุดหงิดที่กรุงเทพฯ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ชี้ ปรับอารมณ์ด่วน! รัฐบาลเจอโจทย์ใหญ่รอบด้าน ปมเยือนจีน ปัญหากัมพูชา และไฟใต้เดือด

 

 

 

พร้อมกันนี้ นายกฯ แสดงออกในทางส่วนตัวอย่างชัดเจนอีกด้วยว่า 

 

ท่าน “ชื่นชอบจีน” อยู่แล้ว ซึ่งก็อาจไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในยุคนี้ ผู้นำหลายๆ ประเทศต่างก็ชื่นชอบจีน อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายของสหรัฐ ในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ และมีความรู้สึกว่า นโยบายของจีน มีความน่าเชื่อถือมากกว่า
     
แต่การแสดงออกในเวทีระหว่างประเทศนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกหยิบมาตีความ และไม่ว่า ตัวท่านนายกฯ จะคิดอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่เวทีภายนอกมองและตีความนั้น อาจมีความสำคัญมากกว่า หรือที่คนเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถูกสอนเสมอว่า “perception มีความสำคัญกว่า reality” 
     
ดังนั้น ในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงถูกอธิบายว่า ไม่ว่าความจริงของโลกภายนอกจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับมุมมองของผู้เกี่ยวข้องที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำนโยบาย เพราะนโยบายของรัฐเกิดจากมุมมองดังกล่าว

 

ดรามาเพลง

 

ด้วยหลักเช่นนี้ การเดินทางเยือนจีนของนายกฯ ไทย จึงนำไปสู่การตีความว่า นโยบายไทยต่อจีนในยุคของนายกฯ อนุทิน คือ การต่อยอด “นโยบายเอียงจีน” ที่ปรากฏชัดมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 (หรือรัฐบาล คสช.) และตอกย้ำว่า ไทยพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้ากับจีนอย่างแนบแน่น 
     
ในการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ มีการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-จีน ซึ่งมีทั้งประเด็นไต้หวัน (ข้อ 6) ประเด็นกัมพูชา (ข้อที่ 28) และประเด็นทะเลจีนใต้ (ข้อที่ 35) ซึ่งประเด็นไต้หวัน มีการเขียนเสียยืดยาว และพยายามแสดงออกให้ชัดว่า ไทยยืนกับจีน (เต็มที่) ในปัญหาไต้หวัน


      
อย่างไรก็ตาม ดูไม่มีประเด็นอะไรจะเป็น “ดรามา” เท่ากับเสียงเพลงในงานเลี้ยงอาหารกลางวันของนายกฯ จีน โดยในงานนี้ นายกฯ ไทยร้องเพลง “เถียน มี่ มี่” ของ “เติ้ง ลี่ จวิน” ซึ่งเป็นนักร้องชาวไต้หวัน การร้องเพลงของนักร้องไต้หวัน จึงทำให้หลายคนกังวลว่า จะเป็นปัญหา เพราะแต่เดิม เธอเป็น “นักร้องต้องห้าม” ในสังคมจีน แต่ในปัจจุบัน เธอเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมจีน ไต้หวัน และฮ่องกง


      
กระนั้น เสียงท้วงที่ผู้นำไทยไปร้องเพลงของฝ่ายจีนไต้หวันในงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการนั้น น่าจะทำให้นายกฯ หงุดหงิดใจอยู่ไม่น้อย จนต้องออกมาตอบโต้ แต่ในอีกด้าน ก็ทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่า นายกฯ ไทยเป็น “Musical Prime Minister” เพราะในการเยือนระหว่างประเทศ ท่านนายกฯ ไทยได้แสดงความสามารถทางด้านดนตรีให้เป็นที่ประจักษ์มาอย่างต่อเนื่อง
      
ดังนั้น เมื่อนายกฯ กลับมาถึงไทย การเดินทางเยือนจีนจึงถูกกลบด้วยข้อถกเถียง “เถียน มี่ มี่” ไปอย่างช่วยไม่ได้ และมีเสียงตามมาจากไต้หวันว่า ข้อ 6 เรื่องสถานะของไต้หวันในแถลงการณ์ไทย-จีนนั้น ไม่จริง

 


ปัญหากัมพูชา

อีกทั้ง เมื่อผู้นำไทยกลับมาจากปักกิ่งแล้ว ประเด็นเก่าที่หวนกลับมาเป็นเรื่องอีกครั้งคือ “ปัญหาไทย-กัมพูชา” เนื่องจาก รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศไทย แถลงว่า การตัดสินใจของกัมพูชาในการในการใช้ “คณะกรรมการประนอมภาคบังคับ” คือ การปิดประตูการเจรจาในเรื่องเส้นเขตแดนทางบก ซึ่งฝ่ายกัมพูชาโต้แย้งกลับว่า ไม่เป็นความจริง เพราะการเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนทางบกและทางทะเล ไม่ได้ผูกติดกันในแบบที่รัฐมนตรีต่างประเทศไทย กล่าวแต่อย่างใด
       
พร้อมกันนี้ ยังมีข่าวตามมาว่า มี 99 ประเทศออกแถลงการณ์ให้ไทยถอนทหารออกจากพื้นที่ยึดครอง และคืนให้กับกัมพูชา แม้เสียงเรียกร้องเช่นนี้ อาจไม่มีผลในเชิงบังคับ แต่ก็เป็นภาพสะท้อนอีกด้านว่า เวทีสากลอาจจะไม่ได้ตอบรับกับข้อเรียกร้องของฝ่ายไทย
        
ในอีกด้าน ภาพของผู้นำไทยและกัมพูชาที่เดินตามผู้นำจีนนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น “พี่ใหญ่จีน” ที่อาจจะเป็น “คนกลาง” ในการผลักดันให้เกิดการเจรจาสันติภาพไทย-กัมพูชา เพราะจนบัดนี้ ก็ไม่ชัดเจนว่า ความขัดแย้งของประเทศทั้ง 2 นี้ จะจบลงอย่างไร แต่ก็ชัดเจนว่า จีนจะไม่ปล่อยให้ 2 ประเทศนี้ หลุดออกไปจาก “วงโคจรจีน” อย่างแน่นอน ซึ่งก็น่าสนใจว่า นายกฯ ได้คุยปัญหากัมพูชากับผู้นำจีนเพียงใด แต่ก็มีคำถามว่า แล้วนายกฯ ได้คุยปัญหาอื่นที่มาจากจีนและกระทบไทยหรือไม่ (สงสัยกันว่า น่าจะไม่ได้คุย!)

 

 

ปัญหาใต้

ขณะที่นายกฯ อาจจะยังหงุดหงิดกับเสียงทักท้วงเพลง เถียน มี่ มี่ … เสียงปืนจากกลุ่ม BRN ที่เปิดปฏิบัติการโจมตีรัฐไทยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นความท้าทายที่สำคัญอีกประการ และการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ เริ่มเป็นสัญญาณของความรุนแรงที่กำลังหวนคืนกลับมาอีก การก่อเหตุเริ่มรุนแรงขึ้นและถี่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่รัฐบาลได้ออกคำสั่งแต่งตั้ง หน. คณะพูดคุย (หรือ หน คณะเจรจาฯ) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มิฉะนั้น จะเกิดคำอธิบายว่า การก่อเหตุเกิดเพราะฝ่ายรัฐไม่ยอมเปิดการเจรจา
     
กรณีล่าสุดคือ การก่อเหตุระเบิดหน้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ในช่วงค่ำวันที่ 21 และตามมาด้วย การโจมตีจุดตรวจบูเก๊าซามี ในเขตอำเภอระแงะ ในช่วงค่ำของวันที่ 22 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิตถึง 5 นาย 
      
การโจมตีครั้งนี้ มีการสร้างภาพว่า ผู้ก่อเหตุมีรอยสักที่แขน เพื่อให้เกิดข้อสรุปว่า ผู้ก่อเหตุไม่ใช่ชาวมุสลิม เพราะมุสลิมจะไม่มีรอยสัก
      
ในอีกด้าน มีการผูกโยงเรื่องการก่อเหตุกับเรื่องการยุบ กอ. รมน. ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกผลักดันจากอาจารย์วันนอร์ และมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของคณะผู้แทนพิเศษ จึงทำให้เรื่องนี้เป็นประเด็นอย่างมาก
       
แต่หากพิจารณาด้วยเหตุผล เราอาจจะตอบได้ว่า ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐก่อเหตุสร้างสถานการณ์เองแล้ว การปกปิดข้อมูลน่าจะทำได้ยาก เพราะมีร่องรอยให้ติดตามได้เสมอดังเช่นกรณีลอบยิง สส. ในพื้นที่ อีกทั้ง เราจะพบว่า BRN ไม่เคยออกตัวมายอมรับการก่อเหตุสักราย ทั้งที่ข้อมูลหลักฐานมีความชัดเจนว่า เป็นฝีมือของกลุ่มนี้ 
       
BRN ต้องการให้ภาพของผู้ก่อเหตุมีความคลุมเครือเสมอ อันจะเป็นช่องทางในการป้ายความผิดว่า ฝ่ายรัฐเป็นผู้กระทำ และสามารถให้แนวร่วมขยายผลว่า เป็นฝีมือเจ้าหน้าที่ อีกทั้ง ทางด้านนราธิวาสนั้น เป็นพื้นที่ที่เอื้อให้ผู้ก่อเหตุสามารถใช้หลบหนีข้ามแดนออกจากประเทศไทยได้ง่าย 
      
อย่างไรก็ตาม การโจมตีเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามอย่างมากกับคณะพูดคุยฯ (คณะเจรจาฯ) ที่เพิ่งจะเริ่มต้นงาน และมีผลกับคณะผู้แทนพิเศษ (ครม. น้อย) อย่างมากเช่นกัน คณะทั้ง 2 จะทำอย่างไรกับแนวทางการแก้ปัญหาภาคใต้ 

 

 

ท้ายบท

นอกจากนี้ นายกฯ อาจต้อง “ปรับอารมณ์” จากอาการเถียน มี่ มี่ มาเตรียมรับปัญหาภาคใต้ให้มากขึ้น เช่นเดียวกับรองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ อาจจะต้อง “หันความสนใจ” จากการโต้แย้งเรื่องกัมพูชา มาดูภาคใต้สักนิด เพราะท่านเป็นหัวหน้า “ครม. น้อย” ของงานภาคใต้ 


      
ทั้งหมดนี้ สรุปได้ประการเดียวว่า รัฐบาล/นายกฯ และรองนายกฯ อาจต้องปรับ “อารมณ์และความคิด” ให้ต้องสนใจปัญหาความมั่นคงไทยอย่างจริงจังมากกว่านี้ !

 

ปล. : ขอแสดงความเสียใจและเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตทั้ง 5 นายครับ

 

 

 

 

ข่าวล่าสุด