นายกรวีร์ ยังย้ำว่า กระบวนการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ดี และถูกต้อง และคนที่เป็นนักการเมือง ก็ต้องถูกตรวจสอบมากกว่าบุคคลทั่วไป แต่รากฐานและพื้นฐานของการตรวจสอบ ต้องมาด้วยความชอบ และข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่มีเจตนาทางการเมืองที่แอบแฝงทำให้คนอื่นเสียหาย
ส่วนที่นายนายยิ่งชีพ อ้างคำแนะนำประธานศาลฎีกา เรื่องการสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก หรือ Anti-SLAPP ซึ่งทำให้ศาลอาจไม่สามารถรับฟ้องกรณีการกล่าวหากันได้นั้น นายกรวีร์ เห็นว่า หากนายกรัฐมนตรี พวกตน และสส.รัฐบาลใช้อำนาจรัฐไปปิดปากผู้ที่เอาความจริงออกมาเผยแพร่ต่อสังคม ตนเห็นว่า ใช่ แต่นายยิ่งชีพ ยอมรับเองว่า สิ่งที่ออกมาเปิดเผย ไม่ได้มีหลักฐาน ไม่ใช่ความจริงหรือข้อเท็จจริง แต่ทำให้คนอื่นเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกมาเปิดเผยชื่อทั้ง 9 คน ก็มีการระบุถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้ที่อยู่ในรายชื่อเสียหาย ดังนั้น พวกตนก็ต้องรักษาสิทธิ์ของตนเอง
นายกรวีร์ ยังยกตัวอย่างว่า หากมีใครไปกล่าวหานายยิ่งชีพ สมมติเช่น “ย.ช.” จะ “ยิ่งชีพ” หรือ “ยิ่งชั่ว” อะไรก็แล้วแต่ ไปอยู่ในขบวนการ Forex ที่ทางพรรคการเมืองโน้น เกี่ยวข้องด้วยจะทำอย่างไร หรือกล่าวหา “นาย ย.ช.” มีกระบวนการสมรู้ร่วมคิด ไปปลุกปั่นเยาวชนให้ออกมาเคลื่อนไหว หรือทำให้สังคมเสียหาย ทั้งที่นาย ย.ช.ไม่ได้ทำ “นาย ย.ช.”จะออกมารักษาสิทธิ์ของตัวเองหรือไม่ ซึ่งตนเองได้รับความเสียหาย ถูกใส่ร้ายป้ายสี ก็ต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเอง เพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับตัวเอง หรือหากพวกตน ไม่ออกมาตอบโต้หรือดำเนินคดี ก็จะถูกกล่าวหาอีกว่า นิ่งเฉย ยอมรับ พร้อมย้ำว่า กระบวนการขั้นตอนเหล่านี้ ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย