เนชั่นทีวี

ข่าว

“รวยไม่ไหวแล้ว” ปรากฏการณ์ “ต่อคิว” สะท้อนภาพวิกฤตปากท้อง และกลไกภาครัฐที่อ่อนแอ

21 ก.ค. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

“รวยไม่ไหวแล้ว” ปรากฏการณ์ “ต่อคิว” สะท้อนภาพวิกฤตปากท้อง และกลไกภาครัฐที่อ่อนแอ

ส่องปรากฏการณ์ "ต่อคิว" ในยุครัฐบาลอนุทิน เมื่อเศรษฐกิจปากท้องเจอกับแรงกดดันรอบด้าน ประชาชนต้องดิ้นรนเพื่ออยู่รอด ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไร้วี่แววการแก้ปัญหา

ในระยะเวลา 3 เดือนกว่าๆ ภายใต้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล เศรษฐกิจปากท้องเจอกับแรงกดดันรอบด้าน รายได้ประชาชนฝืดเคืองท่ามกลางค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ภาพของความยากลำบากและการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดจึงปรากฏเด่นชัดผ่าน “ปรากฏการณ์การต่อคิว” ในหลากหลายมิติ ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความโกลาหลชั่วคราวเท่านั้น หากแต่ยังเป็นกระจกสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง การบริหารจัดการนโยบายสาธารณะ และความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจรากหญ้า

ในยุคสมัยของการบริหารประเทศภายใต้ “นายกฯหนู” ที่ประชาชนต่างตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
 

• ต่อคิว “เติมน้ำมัน” ชาวบ้านตื่นตระหนก หรือใครเอื้อกักตุนน้ำมัน ?


วิกฤตการณ์ด้านพลังงานระดับโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน แต่ที่คนไทยสงสัยจนถึงทุกวันนี้ ทำไมระลอกคลื่นมาถึงประเทศไทยอย่างรวดเร็วกว่าประเทศอื่น 

ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเข้าคิวรอเติมน้ำมันแน่นปั๊มทั่วประเทศ ภาพบรรยากาศแถวยาวเหยียดข้ามวันข้ามคืนสะท้อนการบริหารจัดการภายใน 

ทั้งที่รัฐบาลประกาศมาตลอดว่ามีน้ำมันเพียงพอนาน 90 วัน แต่ทำไมจึงเกิดปัญหา


และสิ่งที่น่าเจ็บปวดซึ่งกลายเป็นตลกร้ายในเวลาต่อมา คือ เมื่อคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. มีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างก้าวกระโดด วันเดียว 6 บาท 

ปัญหาการขาดแคลนกลับ “มลายหายไปในพริบตา” น้ำมันมีจำหน่ายตามปกติทุกปั๊ม ได้อย่างไร ?

ประชาชนต่อคิวเติมน้ำมันหลังเกิดภาวะขาดแคลนจากสงครามในตะวันออกกลาง เมื่อต้นปี 2569

• ต่อคิวลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส”


เมื่อรัฐบาลพยายามเข็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ เช่น “คนละครึ่งพลัส (50/50)” และ “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)” ออกมาเพื่อหวังพยุงกำลังซื้อของประชาชน ภาพที่ปรากฏตามหน้าสื่อกลับเป็นภาพความชุลมุนของประชาชนจำนวนมาก ที่ต้องมาเข้าคิวยาวเหยียดตั้งแต่เช้ามืด เพื่อแก้ไขปัญหาการลงทะเบียนไม่ผ่าน หรือขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ธนาคาร


ความน่าสนใจ คือ โครงการที่ควรจะเข้าถึงได้ง่ายผ่านระบบดิจิทัล กลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุที่ไม่เชี่ยวชาญเทคโนโลยี จนเกิดกรณีที่ผู้มีรายได้น้อยหลายรายจำต้องเจียดเงินเก็บอันน้อยนิดไปซื้อโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ เพียงเพื่อให้มีเครื่องมือในการลงทะเบียนรับสิทธิ์ช่วยเหลือจากรัฐ

ประชาชนในต่างจังหวัดนำรองเท้ามาต่อคิวเพื่อรอยืนยันตัวตนเข้าร่วมโครงการ "คนละครึ่งพลัส"

 

• ต่อคิวขึ้นทะเบียน-อุทธรณ์สิทธิ "บัตรคนจน"


โครงการสวัสดิการแห่งรัฐหรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ “บัตรคนจน” ยังคงเป็นเครื่องสะท้อนความล้มเหลวในการขจัดความยากจนเชิงโครงสร้างของประเทศ เมื่อผลการคัดกรองรอบใหม่ประกาศออกมา ประชาชนผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศกว่า 9 ล้านคน ต้องพลาดหวัง 

จำนวนมากต่างพากันแห่แหนไปยื่นเรื่อง “อุทธรณ์สิทธิ” โดย เบื้องหลังการเข้าคิวรอยื่นอุทธรณ์เหล่านี้ คือความหวังอันริบหรี่ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือรายเดือน เพียง 300 บาทต่อเดือน 

แต่สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับประชาชนคือ “ความผิดพลาดของเกณฑ์การคัดกรอง” ที่มีปัญหาหลายจุด คนยากจนจริงจำนวนมากกลับถูกตัดสิทธิ์ด้วยเงื่อนไขทางราชการที่บิดเบือนจากความเป็นจริง

ภาพการต่อคิวด้วยรองเท้ากลับมาอีกครั้ง หลังเกิดปัญหาผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ผ่านเกณฑ์

ปรากฏการณ์ “ต่อคิว” ทั้ง 3 รูปแบบในยุคนายกฯหนู ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพสะท้อนของความวุ่นวายเฉพาะหน้า ยังสะท้อนความอ่อนแอของประสิทธิภาพภาครัฐ การที่ประชาชนต้องมายืนเข้าคิวแย่งชิงความช่วยเหลือ ดิ้นรนเพื่อให้เข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ล้วนชี้ให้เห็นว่านโยบายสาธารณะของไทยมีปัญหา 

หรือนี่จะเป็นแนวทางเพื่อลดจำนวน “คนจน” ของรัฐบาล ผ่านความยากลำบากของกระบวนการ เพื่อตอบสนองคำพูดเมื่อครั้งหาเสียง ของนายกฯ อนุทินที่ว่า “รวยไม่ไหวแล้ว” หรือไม่

 

ฟังอีกครั้ง... วลีเด็ดนายกฯ อนุทิน "รวยไม่ไหวแล้ว!"

ข่าวล่าสุด