จุลพันธ์ถก 35 บิ๊กเอกชน ดันจ้างงานผู้สูงอายุ-เพิ่มแรงงานทักษะสูง
13 ก.ค. 2569 | titayu_pur

รมว.แรงงาน จุลพันธ์ จับมือ 35 บิ๊กเอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยแรงงานทักษะสูง เล็งแก้กฎหมายเพิ่มความยืดหยุ่นเปิดทางจ้างงานผู้สูงอายุแบบรายชั่วโมง
ข่าว
13 ก.ค. 2569 | titayu_pur

รมว.แรงงาน จุลพันธ์ จับมือ 35 บิ๊กเอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยแรงงานทักษะสูง เล็งแก้กฎหมายเพิ่มความยืดหยุ่นเปิดทางจ้างงานผู้สูงอายุแบบรายชั่วโมง
KEY
POINTS
13 กรกฎาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน เปิดโต๊ะหารือร่วมกับผู้ประกอบการ 35 บริษัทชั้นนำ เพื่อกำหนดแนวทาง "ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยแรงงานทักษะสูง" โดยเตรียมเสนอแก้กฎหมาย เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานและส่งเสริมการ จ้างงานผู้สูงอายุ แบบพาร์ทไทม์ ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลแพลตฟอร์ม ไทยมีงานทำ ของกรมการจัดหางาน เพื่อแก้ปัญหาแรงงานจบใหม่ไม่ตรงสาย และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หารือร่วมกับผู้ประกอบการจาก 35 บริษัท เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และกำหนดแนวทางความร่วมมือ ด้านการส่งเสริมการมีงานทำ การพัฒนาทักษะกำลังแรงงาน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมการหารือ
นายจุลพันธ์ ระบุว่า การหารือร่วมกับผู้ประกอบการภาคเอกชนทั้ง 35 แห่ง ถือเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงแรงงาน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ด้วยการส่งเสริมการจ้างงาน สร้างอาชีพให้กับประชาชน ภายใต้แนวคิด "การผนึกกำลังรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยแรงงานทักษะสูง" เพื่อให้การพัฒนากำลังแรงงานสอดคล้องกับความต้องการ ของตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคต มุ่งบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน รับฟังข้อเสนอและปัญหาจากภาคธุรกิจ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskilling/Reskilling) การปรับปรุงกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการจ้างงาน รวมทั้งสร้างโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำที่มั่นคงและมีรายได้ที่เหมาะสม
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า วันนี้ได้เชิญภาคเอกชนที่มีชื่อเสียง และมีการจ้างงานสูงจากหลากหลายเซกเตอร์ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญ และนำเสนอประเด็นปัญหาต่างๆ โดยจะนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ ไปตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามและขับเคลื่อนมิติแรงงาน ให้ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนและภาคเอกชนต่อไป
ตัวอย่างที่เสนอมาคือเรื่องความอิสระของการจ้างงาน เนื่องจากปัจจุบันกระบวนการเข้าสู่งานมีความหลากหลาย บางคนไม่พร้อมทำงานแบบเต็มเวลา (Full-time) จึงมีการเสนอให้ยืดหยุ่นเวลาทำงานเพื่อรองรับสังคมสูงวัย
โดยเตรียมหารือคณะกรรมการค่าจ้าง เพื่อแก้ไขกฎระเบียบให้รองรับการจ้างงานแบบไม่เต็มเวลา (Non-full time) ไม่ว่าจะเป็นรายชั่วโมงหรือรายวัน เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่พร้อมทำงานเต็มเวลา 8 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ยังเร่งหาแนวทางปรับปรุงสิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษี จากการจ้างงานผู้สูงอายุ จากเดิมที่กำหนดไว้ 15,000 บาท ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับสภาพความเป็นจริง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชน จ้างงานผู้สูงอายุมากขึ้น พร้อมเตรียมประสานกระทรวงที่เกี่ยวข้องและกลุ่มทุนมนุษย์ เพื่อบูรณาการการศึกษาและหลักสูตร ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนรุ่นใหม่ ให้เข้ากับยุคปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีตำแหน่งงานว่างที่นายจ้างแจ้งผ่านระบบ "ไทยมีงานทำ" สะสมกว่า 311,983 อัตรา และบรรจุผู้สมัครงานแล้วกว่า 166,461 คน โดยความต้องการแรงงานส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาคการผลิตกว่า 114,305 อัตรา ขณะที่มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกว่า 51,000 คน อยู่ระหว่างการหางาน ซึ่งสะท้อนถึงความไม่สอดคล้องระหว่างคุณวุฒิและความต้องการของตลาดแรงงาน (Mismatch) ดังนั้น กระทรวงแรงงานจึงมุ่งสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการในการเพิ่มตำแหน่งงานที่ใช้ทักษะเฉพาะทาง งานวิชาชีพ และงานมูลค่าสูง เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานไทย โดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ ได้ทำงานที่ตรงกับศักยภาพและมีโอกาสเติบโตในสายอาชีพ
ด้าน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานพร้อมบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการเชื่อมโยงข้อมูลตำแหน่งงานผ่านแพลตฟอร์ม "ไทยมีงานทำ" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจับคู่งาน และลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จึงขอความร่วมมือสถานประกอบการแจ้งตำแหน่งงาน และทักษะที่ต้องการเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม ที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ อันจะช่วยสร้างบุคลากรคุณภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำหรับผู้ที่ต้องการมีงานทำ และนายจ้าง/สถานประกอบการที่ต้องการรับสมัครงาน ผ่านทางเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ” หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2