นายสีหศักดิ์ ยังเปิดเผยว่า ในการหารือกับผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐอเมริกา ประจำภาคพื้นแปซิฟิก ได้หารือถึงเป้าหมายของประเทศไทย ที่จะพัฒนาขีดความสามารถในด้านป้องกันประเทศ และมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุด พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้มีการสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ไปแล้ว ซึ่งบางส่วนสหรัฐฯ ได้ให้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำด้วย ไทยจึงได้ยื่นรายการที่จะซื้อไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ช่วยจัดสรรอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้ให้กับไทย พร้อมยังได้หารือถึงความมั่นคงในโลกไซเบอร์ เพราะปัจจุบันภัยคุกคามที่ไทยกำลังเผชิญอยู่หลาย ๆ อย่าง เป็นผลมาจากการแพร่ขยายของอาชญากรรมทางไซเบอร์ จึงทำให้ทั้งไทย-สหรัฐฯ ห่วงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะประเด็นออนไลน์สแกม ที่สหรัฐฯพร้อมที่จะสนับสนุน และอยากจะให้ไทย จัดการประชุมปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติต่อไป เนื่องจากสหรัฐฯ รวมถึงทั่วโลกได้รับผลกระทบมหาศาลจากเรื่องนี้ และสหรัฐญ ก็พร้อมสนับสนุนประเทศไทย ในการกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ส่วนผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐอเมริกา ประจำภาคพื้นแปซิฟิกได้มีการสอบถามประเด็นทางทะเล ระหว่างไทย-กัมพูชาด้วยหรือไม่นั้น นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า ทางสหรัฐฯ ไม่ได้มีการสอบถาม แต่อยากที่จะให้ไทย-กัมพูชา สามารถพูดคุยทวิภาคี และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมถึงพยายามที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งระหว่างกัน
นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ทั้ง 2 ฝ่าย ได้มีโอกาสพูดคุยกันเรื่องสถานการณ์ในเมียนมาด้วย เพราะบทบาทของไทยในช่วงหลัง พยายามที่จะดำเนินนโยบาย ที่จะกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมามากขึ้น เพื่อที่เมียนมา จะได้กลับเข้าสู่อาเซียน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องดำเนินการใน 2 เส้นทาง คือ เมื่อไทยยื่นความช่วยเหลือแล้ว ฝ่ายเมียนมาก็ต้องตอบสนองต่อข้อกังวลต่าง ๆ ที่อาเซียนมีต่อสถานการณ์ด้วย เพราะหลังจากเลือกตั้งแล้ว ยังไม่จบ แต่ควรจะมีการพูดคุยเพื่อสันติภาพ และสร้างความปรองดองในประเทศเมียนมาควบคู่กันไป พร้อมเปิดเผยว่า ในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ ตนได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนมาที่กรุงเทพฯ เพื่อเจอกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ว่า ไปถึงไหนแล้ว จึงถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของนโยบาย ที่จะกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา และนำเมียนมากลับมาในอาเซียน ซึ่งเบื้องต้น ฝ่ายกัมพูชา ไม่สะดวกที่จะเดินทางมาร่วมประชุม