เนชั่นทีวี

ข่าว

อภิปรายงบปี 70 เดือด ภท.ประท้วงวุ่น ฝ่ายค้านอัด TH-AI Passport- งบท้องถิ่น

01 ก.ค. 2569 | titayu_pur

อภิปรายงบปี 70 เดือด ภท.ประท้วงวุ่น ฝ่ายค้านอัด TH-AI Passport- งบท้องถิ่น

อภิปรายงบปี 70 เดือด “หมอวงค์” ซัด TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ผนึกกำลังประท้วงวุ่น “ภคมน” ซัดงบปี 70 ต่ำเป้า จี้เลิกมรดก คสช. คืนท้องถิ่นจัดสอบเอง

อภิปรายงบปี 70 เดือด “หมอวงค์” ซัด TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ผนึกกำลังประท้วงวุ่น “ภคมน” ซัดงบปี 70 ต่ำเป้า จี้เลิกมรดก คสช. คืนท้องถิ่นจัดสอบเอง

KEY

POINTS

  • หมอวรงค์เปิดแผลทีโออาร์: นพ.วรงค์ อภิปรายถลกงบประมาณปี 2570 แฉโครงการ TH-AI Passport กำหนดเงื่อนไขทีโออาร์เอื้อเอกชนรายเดียว ที่มีจอโฆษณาตามเงื่อนไข สังคมกังขาเอื้อกลุ่มทุนใหญ่
     
  • ส่อล็อกสเปก-ผลประโยชน์ทับซ้อน: ตั้งข้อสังเกตกรณีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทโฆษณา มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับบริษัทที่เข้าร่วมประมูลโครงการของรัฐ จนนำไปสู่การประท้วงวุ่นจาก สส.ฝ่ายรัฐบาล
     
  • ฝ่ายค้านบี้-ประธานสั่งเดินหน้า: แม้ สส.ภูมิใจไทย ประท้วงว่าเป็นเงินกองทุนไม่เกี่ยวกับงบปี 70 แต่ประธานสภาฯ วินิจฉัยว่า เป็นเงินบริหารราชการแผ่นดิน อนุญาตให้อภิปรายต่อเพื่อความโปร่งใส

1 กรกฎาคม 2569 การประชุมสภาเพื่อพิจารณงบปี 70 วันที่ 3 อภิปรายสุดดุเดือด เมื่อ หมอวรงค์ ลุกขึ้นอัดปม TH-AI Passport ตั้งข้อสงสัยล็อกสเปก - เอื้อประโยชน์ โยงผู้บริหารบริษัทผู้ให้บริการสื่อกับบริษัทผู้ประมูล จน สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงวุ่น ขณะที่ ลิซ่า ภคมน พรรคประชาชน ชำแหละการจัดสรรงบท้องถิ่น ที่ต่ำกว่าเป้าหมายเพียง 29.35% เรียกร้องรัฐบาลเร่งยกเลิกคำสั่ง มรดก คสช. เพื่อคืนอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้จัดสอบท้องถิ่นเอง หลังจากเกิดกรณีอื้อฉาวทุจริตสอบท้องถิ่น 


การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันที่ 3 ยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้น มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ประเด็นสำคัญถูกจับจ้องไปที่ การอภิปรายเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน และปัญหาการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น 

 

“หมอวรงค์” ชำแหละ TOR TH-AI Passport สงสัยล็อกสเปกเอื้อเอกชน

 

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เริ่มต้นการอภิปรายโดยอ้างอิงงบประมาณเชิงบูรณาการด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าหมายยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยให้อยู่ในอันดับไม่เกิน 43 และต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 57 คะแนน จากปัจจุบันที่ไทยรั้งอันดับ 116 ด้วยคะแนนเพียง 33 คะแนน1 แม้ นพ.วรงค์ จะชื่นชมนายกรัฐมนตรี ที่กล้าตั้งเป้าหมายท้าทาย แต่กลับตั้งคำถามตัวโตถึงความโปร่งใสในโครงการ TH-AI Passport

 

นพ.วรงค์ ระบุว่า ตนยังติดใจเงื่อนไขทีโออาร์ (TOR) ที่กำหนดให้ใช้จอโฆษณาถึง 6,000 จุด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มี “บริษัทเอกชนรายหนึ่ง” ที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขเพียงรายเดียว เนื่องจากมีจอโฆษณาในร้านสะดวกซื้อครอบคลุมกว่า 14,000 จอ ใน 2,000 สาขา23 นอกจากนี้ยังพบความเชื่อมโยงของ “นาย ป.” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ “นาย พ.” กรรมการผู้จัดการของบริษัทดังกล่าว ซึ่งเป็นหุ้นส่วนสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทที่เข้าร่วมประมูลโครงการ จึงเกิดข้อสงสัยว่าเป็นการ “ล็อกสเปก” หรือไม่ 


ทำให้การอภิปรายประเด็นนี้ถูก สส. พรรคภูมิใจไทย อาทิ นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ และนายสยาม เพ็งทอง ลุกขึ้นประท้วงอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าโครงการนี้ใช้เงินกองทุน ไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณปี 70 และมีการพาดพิงถึงบุคคลภายนอก แต่นายโสภณ ประธานในที่ประชุม วินิจฉัยให้อภิปรายต่อได้ โดยชี้ว่าเป็นเงินบริหารราชการแผ่นดิน และขอให้พูดในหลักการสุจริต


นอกจากนี้ นพ.วรงค์ ยังได้เสนอให้ตัดงบดูงานต่างประเทศของเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี และยืนยันจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการให้ สส. รับบำนาญ หลังมีกระแสข่าวการรับเงินบำนาญของตนผ่านสื่อรัฐอีกด้วย 



นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี

“ภคมน” แฉขบวนการโกงสอบท้องถิ่น บี้รัฐเลิกมรดก คสช. คืนอำนาจจัดสอบ
 


ขณะที่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปราย ชี้ถึงความล้มเหลวของการกระจายอำนาจ โดยระบุว่า ปีนี้ท้องถิ่นยังคงได้ส่วนแบ่งงบประมาณเพียง 29.35% ซึ่งห่างไกลจากเป้าหมายที่ 35%7 พร้อมทั้งเสนอให้ปลดล็อกกฎหมายกระจายอำนาจ หรือนำ พ.ร.บ. บ้านเกิดเมืองนอน ของพรรคภูมิใจไทยมาใช้เพื่อเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่น


น.ส.ภคมน ได้แฉถึงความเน่าเฟะของการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่จัดโดยส่วนกลาง ซึ่งเป็น “มรดกจากคำสั่ง คสช.” ที่ดึงอำนาจการจัดสอบไปจากท้องถิ่น โดยอ้างเพื่อปิดช่องโหว่การโกง แต่ปัจจุบันกลับพบการทุจริตอย่างกว้างขวาง พร้อมหยิบยกเหตุการณ์ตำรวจสอบสวนกลาง บุกจับแก๊งทุจริตที่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งพบความผิดปกติใน TOR หลายจุด เช่น โรงงานที่พิมพ์กระดาษคำตอบ เป็นที่เดียวกับที่พิมพ์บัตรเลือกตั้ง และกระดาษคำตอบกลับไม่มี QR Code ทั้งที่เป็นเอกสารสำคัญ


นอกจากนี้ ยังพบช่องโหว่ในการเข้าถึงไฟล์ Excel สรุปคะแนนที่สามารถแก้ไขได้ง่าย และการหลุดของใบเฉลยข้อสอบ ทั้งที่มีเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ บก.ปปป. ร่วมสังเกตการณ์ตาม TOR  จึงตั้งคำถามว่า เป็นการ “ฮั้วกัน” ระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างหรือไม่ เนื่องจากกระบวนการทั้งหมดมีความซับซ้อน และทำกันอย่างเป็นระบบจนมีคลิปเสียงแฉถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมือง


น.ส.ภคมน ยังเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนระบบการสอบแบบส่วนกลาง และยกเลิกคำสั่ง คสช. เพื่อคืนอำนาจให้ท้องถิ่นจัดสอบเองภายใต้ระบบการถ่วงดุลที่เหมาะสม เพื่อกำจัดระบบอุปถัมภ์และคุ้มครองคนตัวเล็กตัวน้อย ที่ต้องเสียเงินซื้อความมั่นคงในอาชีพ พร้อมทิ้งท้ายว่า สถานการณ์นี้เป็นโอกาสสำคัญของพรรครัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับระบบราชการ ในการพิสูจน์ความจริงใจเรื่องการกระจายอำนาจ และกอบกู้ภาพลักษณ์ความโปร่งใสของรัฐบาลต่อสายตาประชาชน


ขณะที่ นายโสภณ ประธานรัฐสภา ได้ใช้อำนาจวินิจฉัยเป็นที่สิ้นสุด ให้การอภิปรายดำเนินต่อไปได้ ท่ามกลางการประท้วงที่ดุเดือดระหว่าง สส. ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยย้ำว่าตนยึดตามข้อบังคับ และให้วิญญูชนเป็นผู้ตัดสินเอง การพิจารณางบประมาณปี 70 ในวาระนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดสรรตัวเลข แต่คือการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศในระดับสากล



น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน


 

"พนิดา" พรรคประชาชน สับเละงบองค์กรอิสระหมื่นล้าน แซะแรงเป็นนั่งร้าน "ระบอบสีน้ำเงิน" 

 

ขณะที่ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายจัดหนักงบประมาณขององค์กรอิสระ โดยชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการใช้จ่ายภาษีประชาชน ที่ไม่ตอบโจทย์ภารกิจหลัก ท่ามกลางการประท้วงอย่างต่อเนื่องจาก สส.พรรคภูมิใจไทย ซึ่ง น.ส.พนิดา เปิดประเด็นด้วยการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ของงบประมาณรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ของ 3 องค์กรหลัก คือ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่า ประชาชนกำลังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและการปฏิบัติหน้าที่ แต่กลับไม่มีกลไกใดเข้าไปตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างจริงจัง ซึ่งงบประมาณเหล่านี้ถูกแบ่งไปใช้ในส่วนของงบบุคลากร งบก่อสร้าง และงบดำเนินงานที่ดูขัดกับความรู้สึกของสังคม
 


แฉ "โพยเลือก สว." กกต. เมินหลักฐาน-เปรียบถูกหวยรางวัลที่ 1 ติดกัน 70 งวด

 

ในส่วนของ กกต. น.ส.พนิดา ได้หยิบยกกรณีการเลือก สว.ระบุว่า มีการใช้ "โพยจัดตั้ง" ที่มีการตีตารางเขียนเบอร์ไว้อย่างชัดเจน ทั้งรอบเลือกตัวเองและเลือกไขว้ จนคะแนนออกมาตรงกับโพยเป๊ะ ๆ ซึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เองนั้นยากยิ่งกว่าการถูกรางวัลที่ 1 ติดต่อกัน 70 งวด

 

"คนที่มีอำนาจสั่งการอยู่ในงานกลับเพิกเฉย ทั้งที่ควรใช้อำนาจสั่งชะลอหรือตรวจสอบ แต่กลับประกาศผลภายใน 7 วัน จนกระทั่งมีการร้องเรียนไปยัง DSI และมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนในเวลาต่อมา"

 

พร้อมตั้งคำถามทิ้งท้ายถึง "7 อรหันต์ กกต." ว่า จะทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรี หรือจะเป็นเพียงผู้อำนวยการก่อร่างสร้าง "ระบอบสีน้ำเงิน" เนื่องจาก 4 ใน 7 ของบอร์ด กกต. ชุดปัจจุบัน มาจากการรับรองของ สว. ชุดนี้

 


"ภูมิใจไทย" โดดขวาง! หลังลามคดีซุกหุ้น "ศักดิ์สยาม"

 

บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อ น.ส.พนิดา อภิปรายพาดพิงถึงการทำงานของ ป.ป.ช. ในคดีที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกวินิจฉัยเรื่องการซุกหุ้น โดยระบุว่า ป.ป.ช. ไม่ยอมวินิจฉัยในเชิงลึกหรือไต่สวนผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ทำให้นายสนอง เทพอาษา สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงทันทีว่า อภิปรายนอกประเด็นและพาดพิงบุคคลภายนอก 


แม้ประธานในที่ประชุมจะตักเตือน แต่ น.ส.พนิดา ยังคงเดินหน้าอภิปรายถึง "วิกฤตศรัทธา" ของ ป.ป.ช. โดยยกตัวอย่างคดี "แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน" ที่ ป.ป.ช. อ้างว่าเป็นการยืม รวมถึงกรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง สั่งจำคุกกรรมการ ป.ป.ช. บางรายฐานไม่เปิดเผยสำนวนคดี และข้อครหาเรื่องการ "รับส่วยทองคำ" ซึ่งเธอมองว่านี่คือ "ตลาดซื้อขายคดี" ชัด ๆ


สำหรับ สตง. น.ส.พนิดา ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและมาตรฐานที่แตกต่างกัน ระหว่างการตรวจสอบผู้อื่นกับการตรวจสอบตัวเอง โดยเฉพาะกรณีแผ่นดินไหวแล้วตึกถล่ม ที่สร้างความเคลือบแคลงใจให้ประชาชน เรื่องการคัดเลือกผู้รับเหมา นอกจากนี้ยังแฉถึงงบก่อสร้างอาคารสำนักงานในทุกจังหวัด ที่มักประสบปัญหาการหาผู้รับเหมาไม่ได้ หรือผู้รับเหมาทิ้งงาน แต่กลับมีการตั้งงบผูกพันข้ามปีไว้อย่างต่อเนื่อง 


ในช่วงท้าย น.ส.พนิดา ได้เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขการจัดทำงบประมาณใหม่ และเน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาองค์กรอิสระอย่างยั่งยืนต้องไปให้ถึงการแก้ไขโครงสร้างอำนาจในรัฐธรรมนูญปี 2560

 

"เราต้องช่วยกันลบล้างผลพวงรัฐประหาร ปฏิเสธการสถาปนาระบอบสีน้ำเงิน ด้วยการเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่าปล่อยให้เงินภาษีปีละหมื่นล้านถูกนำไปใช้ไร้ทิศทาง หากรัฐธรรมนูญ 60 คือปุ๋ยชั้นดี องค์กรอิสระในปัจจุบันก็เปรียบเสมือนลำต้นแกนกลาง ที่ช่วยค้ำยันให้ต้นไม้สีน้ำเงินต้นนี้เติบโต และฝังรากลึกในสังคมไทย" น.ส.พนิดา กล่าว


 

น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน

ข่าวล่าสุด