นางการดี อภิปรายต่อไปถึงงบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่า ภาพรวมได้รับจัดสรรอยู่ที่ 13,625 ล้านบาท แม้จะดูเหมือนเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึงร้อยละ 30 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณทั้งประเทศแล้ว คิดเป็น 36% เท่านั้น จึงเกิดคำถามว่าในยุคที่ประเทศกำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและ AI เม็ดเงินจำนวนนี้ถือว่าน้อยเกินไปหรือไม่ หรือมีการนำไปซุกซ่อนไว้ในกองทุนอื่น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องสัดส่วนงบประมาณ แต่คือวิธีคิดและวิสัยทัศน์ที่อยู่เบื้องหลัง เนื่องจากงบประมาณของกระทรวงดีอีมากกว่าร้อยละ 65 กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ 2 โครงการหลัก คือ โครงการโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ภาครัฐ และโครงการของกรมอุตุนิยมวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างข้อมูลและบำรุงรักษาเครื่องมือพยากรณ์เชิงพื้นที่
"ระบบคลาวด์ภาครัฐซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ควรทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลของหน่วยงานราชการ ในปีนี้ตั้งงบไว้เกือบ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 2,200 ล้านบาท หากรวมงบประมาณที่ผ่านมาลงทุนไปแล้วกว่า 8,000 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าในงบปี 2570 นี้ หน่วยงานอื่น ๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กลับยังมีการตั้งงบประมาณเช่าระบบคลาวด์แยกเป็นของตัวเองรวมอีก 55 โครงการ มูลค่ารวม 1,530 ล้านบาท จึงเกิดคำถามว่าความคุ้มค่าและงบประมาณที่แท้จริงคืออะไร" นางการดี กล่าว
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณางบประมาณในภาพรวมที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลและไอทีของทุกกระทรวง ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 51,000 ล้านบาท (กระจายอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวง อว., กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรี) กลับพบว่ายังไม่มีพิมพ์เขียวหรือโรดแมป (Roadmap) ที่ชัดเจน แผนภาพการบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลมูลค่า 8,700 ล้านบาท เป็นงบลงทุนเพียงร้อยละ 9.4 แต่อีกกว่าร้อยละ 70 เป็นงบดำเนินงาน ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้อยมากแต่หวังจะขับเคลื่อนประเทศไปสู่ระบบดิจิทัล
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ที่มีการแต่งตั้งระดับปลัดกระทรวงหรือรองปลัดกระทรวงในแต่ละหน่วยงานเข้ามาสร้างขีดความสามารถจากภายใน เพื่อให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่ แต่งบประมาณของไทยในปัจจุบันทำให้มองได้ว่า ผู้บริหารองค์กรหลักอย่างกระทรวงดีอีกลับทำหน้าที่เหมือน "หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ" มากกว่าผู้ดูแลกลยุทธ์ของประเทศ
นางการดี ยังได้เปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบงบประมาณด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยระบุว่า เป็นการจัดงบแบบ "ติดป้ายปลอมไม่ตรงปก" เพราะเมื่อสแกนดูงบประมาณที่มีคำว่า AI พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 2,583 ล้านบาท รวม 198 รายการ ใน 91 หน่วยงาน จาก 20 กระทรวง ซึ่งในจำนวนนี้ระบุว่าเป็นงบลงทุนสูงถึงร้อยละ 90
แต่เมื่อเจาะลึกรายละเอียดในไส้ในกลับพบว่าเป็นงบสร้างห้องเรียน งบซื้อครุภัณฑ์ และงบสร้างอาคารปัญญาประดิษฐ์ การทำงบประมาณในลักษณะนี้จะทำให้ผู้บริหารประเมินขีดความสามารถของประเทศผิดพลาด เนื่องจากเป็นเพียงการเอาป้าย AI ไปแปะเพื่อให้ได้งบประมาณ แต่ไม่ได้สร้างผลสัมฤทธิ์หรือผลลัพธ์ทางเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
ในช่วงท้าย นางการดี ได้กล่าวเตือนว่าประเทศไทยกำลังเสี่ยงตกขบวนโลกอีกครั้ง พร้อมตั้งคำถามสำคัญ 5 ข้อต่อยุทธศาสตร์ชาติ ได้แก่
1.โครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติอยู่ที่ไหน
2.ข้อมูลที่พร้อมนำไปเทรน AI อยู่ตรงไหน
3.รัฐจะใช้ AI ในการตรวจสอบโครงการของภาครัฐและเอกชนได้อย่างไร
4.จะมีการยกระดับทักษะ (Upskill) ให้แก่ภาครัฐและแรงงานอย่างไร นอกเหนือจากโครงการ TH-AI Passport ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะได้ผลลัพธ์จริงหรือไม่
5.กฎเกณฑ์ด้าน AI และดิจิทัลที่จะทำให้ภาคเอกชนเชื่อมั่นเพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจอยู่ที่ไหน
"ในอดีตเราเคยมีบทเรียนราคาแพงในยุคที่อีคอมเมิร์ซต่างชาติเข้ามาบุกตลาดไทย โดยที่เราวางกฎกติกาไม่ทันและสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองไม่ได้ จนทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ไทยเจ็บช้ำและล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก วันนี้ผู้บริหารงบประมาณกลับทำตัวเหมือนผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างที่เน้นเลือกของราคาถูก แต่ไม่มีใครเข้ามาวางรากฐานให้เกิดการเติบโตภายในประเทศอย่างแท้จริง ตนจึงกังวลว่าภายในไม่เกิน 3 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องมานั่งถกเถียงกันว่าข้อมูลความมั่นคงและเทคโนโลยี AI ของบ้านเราตกไปอยู่ในมือของใคร และประชาชน รัฐ รวมถึงเอสเอ็มอีไทยจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้เลย หากวันนี้ยังไม่เริ่มวางยุทธศาสตร์ที่ดี ภัยคุกคามในลักษณะเดียวกับอีคอมเมิร์ซต่างชาติก็จะกลับมาหลอกหลอนเราไปเรื่อย ๆ" นางการดี กล่าวสรุปในที่สุด