สำหรับนโยบายสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการในปีงบประมาณ 2570 ประกอบด้วยการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยร่วมบูรณาการกับหลายหน่วยงานผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” และ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อของประชาชน และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนทั่วประเทศ
ในส่วนของสินค้าเกษตร นางศุภจี กล่าวว่า ภาคเกษตรสร้างรายได้ให้ประเทศเพียงประมาณร้อยละ 8-9 ของ GDP แต่มีแรงงานอยู่ในภาคเกษตรมากกว่าร้อยละ 30 ของประเทศ ดังนั้น หากสามารถยกระดับรายได้ภาคเกษตรได้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนถึงหนึ่งในสามของประเทศ
การแก้ปัญหาสินค้าเกษตรจึงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะรายสินค้าได้ แต่ต้องปรับทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำต้องปรับการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ยกระดับคุณภาพสินค้า ส่งเสริมการทำโซนนิ่ง การผลิตนำตลาด การทำตลาดล่วงหน้า และการลดต้นทุนการผลิต
ส่วนกลางน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแปรรูปและการสร้าง “ล้งชุมชน” เพื่อรวบรวมผลผลิต เพิ่มมูลค่า และเชื่อมโยงตลาด โดยยกตัวอย่างการจัดตั้งล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอมที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งภาครัฐเข้าไปสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือ และการหาตลาดรองรับ
ด้านปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการตลาดเชิงรุกและการขายล่วงหน้า โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งรัฐบาลประเมินล่วงหน้าว่าปีนี้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นกว่า 30% และมีแนวโน้มเป็นผลขนาดเล็ก จึงเร่งทำตลาดสำหรับทุเรียนขนาดเล็ก พร้อมทั้งส่งทีมไปเจรจาที่หน้าด่านเวียดนาม มีการเปิดช่องทางพิเศษสำหรับการขนส่งสินค้า ทำให้การส่งออกทุเรียนไทยปีนี้ไม่ประสบปัญหาติดค้างหน้าด่าน
นางศุภจี กล่าวด้วยว่า การที่ไทยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะการตรวจสารปนเปื้อน ทำให้สามารถรักษาความเชื่อมั่นของตลาดต่างประเทศไว้ได้ ต่างจากบางประเทศคู่แข่งที่ประสบปัญหาจากการส่งออกเนื่องจากไม่ผ่านมาตรฐานด้านคุณภาพ
“สิ่งที่รัฐบาลทำคือการแก้ปัญหาก่อนเกิดวิกฤต ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงใช้งบประมาณเข้าไปแก้ไข เพราะการบริหารเชิงป้องกันใช้งบน้อยกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า”
สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตร แม้จะมีบางชนิดปรับตัวลดลง แต่โดยภาพรวมสินค้าเกษตรส่วนใหญ่มีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะข้าว ซึ่งราคาส่งออกข้าวขาวของไทยปรับจากประมาณ 334 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา เป็น 470-480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปัจจุบัน สูงกว่าทั้งเวียดนามและอินเดีย สะท้อนผลจากการบริหารจัดการตลาดอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของการพัฒนาภาคข้าว กระทรวงพาณิชย์ดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา ผ่านการใช้ข้อมูลเทคโนโลยีในการติดตามผลผลิต การซื้อนำตลาด และเชื่อมโยงการใช้ข้าวกับหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมราชทัณฑ์และกองทัพ รวมถึงโครงการชะลอการขายและการพัฒนา “New Rice Economy” หรือข้าวเศรษฐกิจอนาคต ส่งเสริมข้าวประณีต และต้องการให้เกษตรกรทดลองปลูกพืชมูลค่าสูงในพื้นที่บางส่วนของแปลง เช่น บริเวณท้ายไร่ พร้อมจัดหาตลาดรองรับให้ล่วงหน้า
พร้อมกันนี้ ได้ดำเนินโครงการนำร่องพัฒนาชุมชนข้าว 200 ชุมชนทั่วประเทศ และได้รับงบประมาณเพิ่มเติมขยายเป็น 466 ชุมชน เพื่อพัฒนาให้แต่ละพื้นที่มีศักยภาพตามความต้องการจริง ทั้งด้านเครื่องจักร การแปรรูป การตลาด และการพัฒนาพันธุ์ข้าว
นางศุภจี กล่าวถึงการพัฒนา SME ว่า ผู้ประกอบการ SME คิดเป็นกว่า 99% ของนิติบุคคลทั้งประเทศ และกว่า 22,000 รายจากผู้ส่งออกทั้งหมด แต่สร้างมูลค่าการส่งออกเพียงร้อยละ 12 และมีสัดส่วนต่อ GDP ประมาณร้อยละ 35 จึงตั้งเป้าผลักดันให้เพิ่มเป็นร้อยละ 40 ผ่านการพัฒนาทักษะ การสร้างโอกาสทางการค้า การเข้าถึงตลาดออนไลน์และออฟไลน์ การส่งเสริมแฟรนไชส์ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ที่ผ่านมา กระทรวงได้พัฒนาทักษะผู้ประกอบการแล้วกว่า 55,000 ราย พร้อมศึกษารูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียม GP ของแพลตฟอร์มออนไลน์เปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ รวมถึงผลักดันการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน (IP Finance) เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของ SME
สำหรับการแก้ปัญหานอมินีและทุนสีเทา รัฐบาลได้บูรณาการการทำงานร่วมกับ 23 หน่วยงาน ตั้งแต่การป้องกันการจดทะเบียนบริษัท การตรวจสอบเส้นทางการเงิน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลบัญชีม้า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้สามารถลดจำนวนบริษัทที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกใน 35 พื้นที่ 11 จังหวัด และส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรและกรมที่ดินตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลเดินหน้าสร้างสมดุลการส่งออก โดยเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา ทั้งในประเด็นมาตรการภาษีตอบโต้ (ART) และการไต่สวนตามมาตรา 301 ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ อาทิ ลาตินอเมริกา แอฟริกา รวมทั้งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) ซึ่งปัจจุบันปิดการเจรจาแล้ว 11 ข้อบท จาก 24 ข้อบทและตั้งเป้าปิดเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 5 ข้อบทในการเจรจารอบปัจจุบัน
นอกจากนี้ กระทรวงยังเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการให้บริการภาครัฐ ทั้งการตรวจจับความเสี่ยงของบริษัทนอมินี การให้บริการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การแนะนำการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA และการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ GISTDA เพื่อใช้ข้อมูลในการวางแผนบริหารจัดการผลผลิตและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ถ้าทราบว่าที่ไหนเกิดปัญหาก็จะ ให้พาณิชย์จังหวัดประสานเข้าไปรับซื้อ
และในช่วงท้าย นางศุภจี ยืนยันว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกฝ่าย เพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายให้ตอบโจทย์ประชาชนและประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด